ประวัตินักสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2560

จากการเสนอชื่อจากประชาชน ที่ร่วมรายชื่อนักสิทธิมนุษยชนกว่า 20 รายชื่อ กรรมการกองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร มีมติให้รางวัลแก่นักสิทธิมนุษยชนประจำปี 2560 ดังต่อไปนี้

ภาวิณี ชุมศรี (ทนายแอน) ทนายความสิทธิมนุษยชน

ผู้ได้รับรางวัลสมชาย นีละไพจิตรประจำปี 2560



หากนับวัยวุฒิ ก็คงจัดหมวดของภาวิณี ชุมศรี ว่าเป็นทนายความรุ่นใหม่ แค่หากวัดจากประสบการณ์และชั่วโมงบิน ทนายภาวิณีมีประสบการณ์โชกโชน และล้วนแต่รับคดียืนอยู่ฝั่งผู้เสียเปรียบในสังคม

ภาวิณีทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นทำคดีในสามจังหวัดชายแดนใต้เมื่อปี 2550 จนมาถึงคดีการเมืองหลังการรัฐประหาร 2557 โดยเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่ทำงานช่วยเหลือผู้ถูกเรียกให้ไปรายงานตัวหรือถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และคดีเกี่ยวกับเสรีภาพการแสดงออก

ผลงานโดดเด่นของภาวิณีส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคดีการซ้อมทรมาน คนหาย การควบคุมตัวมิชอบ และการวิสามัญฆาตกรรมในสามจังหวัดชายแดนใต้ ภาวิณีได้มีส่วนร่วมในการทำคดีเด่นๆ เช่น คดีอิหม่ามยะผา กาเซ็ง ที่ถูกซ้อมจนเสียชีวิตในค่ายทหาร คดีปุโละปุโย เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ยิงรถกระบะของชาวบ้านที่จะไปละหมาดศพตอนกลางคืนเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นคนร้าย คดีอัสฮารี ที่ถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิต และคดีการหายตัวไปของมะยาเต็ง มะรานอ นักการภารโรงในบันนังสตา

นอกจากคดีในสามจังหวัดชายแดนใต้แล้ว เธอยังมีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการสลายการชุมนุมปี 2553 คดีที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หลายคดี รวมถึงคดีที่ขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติต่างๆ

ลูกความที่ภาวิณีรับผิดชอบอยู่ ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่สังคมกระแสหลักไม่ให้การยอมรับ แต่เพราะภาวิณี เชื่อว่า คดีความต่างๆ มีมิติที่มากไปกว่าแค่เรื่อง “ผิด” และ “ถูก” ผู้ฟ้องไม่ใช่ฝ่ายถูกอย่างเดียว อีกทั้งบางทีก็ยังฟ้องเกินจริง ส่วนคนผิดก็ไม่มีใครที่เลวโดยกมลสันดาน

บทบาททนายความที่ภาวิณียึดถือ คือการทำหน้าที่ในฐานะส่วนหนึ่งของกลไกยุติธรรม สู้ความเพื่อให้เกิดการพิพากษาลงโทษที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิโดยปราศจากอคติทั้งปวง

จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน

รางวัลผู้มีผลงานด้านสิทธิมนุษยชนที่น่ายกย่อง ประจำปี 2560

ไผ่เป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สังคมไทยในวงกว้างอาจเริ่มจดจำไผ่ได้จากการ “ชูสามนิ้ว” และใส่เสื้อที่มีข้อความว่า “ไม่-เอา-รัฐ-ประ-หาร” ร่วมกับเพื่อนกลุ่มดาวดิน ต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ขณะลงพื้นที่ที่จังหวัดขอนแก่น

การชูสามนิ้วของไผ่และดาวดินในปี 2557 ครั้งนั้น เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่สังคมไทยกำลังตึงเครียดและถูกกดทับจากอำนาจรัฐประหาร การชูสามนิ้วเป็นการแสดงออกเชิงสัญญะอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ที่ทำให้คนในสังคม ไม่ว่าจะมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร ต่างต้องหันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะอยู่กับวาทกรรมการปรองดองได้อย่างไร หากเพียงยกมือชูสามนิ้วก็ยังทำให้ต้องถูกจับฐานเป็นภัยต่อความมั่นคง

ต้องไม่ลืมว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไผ่และเพื่อนๆ ในกลุ่มดาวดินทำกิจกรรมทางสังคม เพราะก่อนหน้านั้น พวกเขาสนใจประเด็นสิทธิชุมชน สิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตย ทำกิจกรรมลงพื้นที่เรียนรู้ปัญหาและช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสาน

การเคลื่อนไหวในขบวนการนักศึกษาคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในอีสานและในกรุงเทพฯ ไม่เพียงการต่อต้านการรัฐประหารเท่านั้น กลุ่มนักศึกษายังรณรงค์เกี่ยวกับการลงประชามติรัฐธรรมนูญ จนทำให้ไผ่และนักเคลื่อนไหวคนอื่นๆ ถูกฟ้องด้วย พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ

ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ไผ่เป็นคนหนึ่งที่มีความเคลื่อนไหวที่โดดเด่น จนทำให้เขาถูกจับตาและติดตามทุกฝีก้าว ปีที่ผ่านมา ไผ่ถูกดำเนินคดีครั้งรุนแรงที่สุดจากการแชร์บทความของบีบีซีไทย ซึ่งทำให้เขาถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา

ขณะนี้ไผ่ยังอยู่ในเรือนจำระหว่างการต่อสู้คดีโดยไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า หน่วยงานภาครัฐมีความตั้งใจยุติการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยที่เขาทำมาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้วิธีป้ายสีว่ากระทำขัดต่อกฎหมายแล้วกักขังเขาไว้ในเรือนจำ

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ผู้ปกป้องชุมชนจากการทำเหมืองแร่ทองคำบริเวณ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย

รางวัลผู้มีผลงานด้านสิทธิมนุษยชนที่น่ายกย่องประจำปี 2560


หลังจากที่บริษัททุ่งคำได้รับใบอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำในปี 2546 ประชาชนที่วังสะพุงก็เผชิญกับผลกระทบหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น จากผลการตรวจเลือดและน้ำในหมู่บ้าน พบว่า ทั้งน้ำใต้ดิน น้ำในห้วย และเลือดของประชาชนบริเวณเหมือง มีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน ทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่สามารถใช้แหล่งน้ำธรรมชาติได้ ต้องซื้อน้ำจากข้างนอกในการอุปโภค บริโภค หลายคนเจ็บป่วยหลังจากที่มีการทำเหมืองแร่

ชาววังสะพุงจึงรวมตัวกันเป็น “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด” ขึ้นเมื่อปี 2549 มาจนวันนี้ก็สิบปีแล้วที่ชาววังสะพุงต่อสู้กับทุนและรัฐ ถูกข่มขู่คุกคามในหลายรูปแบบ ทั้งด้วยการใช้กำลัง และถูกกลั่นแกล้งทางกฎหมายด้วยการฟ้องคดี

นอกจากการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรในพื้นที่ของตนแล้ว กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดยังสนับสนุนกลุ่มอื่นๆ ในเครือข่ายที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มในภาคอีสาน เช่น กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ และวิธีการเคลื่อนไหวต่อสู้ และยังขยายประเด็นไปสู่การผลักดันสิทธิทางการเมืองและประชาธิปไตยในส่วนรวมด้วย

ในเวลานี้ การต่อสู้อันยาวนานก็ยังไม่สิ้นสุด ทางบริษัทยังคงมีความพยายามจะทำเหมืองต่อไป ขณะที่คดีความจำนวนมากที่สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดถูกฟ้องก็ยังไม่สิ้นสุด แม้จะเผชิญความเสี่ยงมากมาย แต่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดยังคงยืนยันสิทธิที่จะปกป้องชุมชนไปจนถึงที่สุด

กลุ่มแรงงานชาวพม่า 14 คน ที่ฟ้องและถูกฟ้องจากบริษัทอุตสาหกรรมไก่ใน จ.ลพบุรี

รางวัลผู้มีผลงานด้านสิทธิมนุษยชนน่ายกย่อง ประจำปี 2560


ชาวพม่ากลุ่มนี้เข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยไปทำงานที่ฟาร์มเลี้ยงไก่แห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี ฟาร์มดังกล่าวส่งไก่จำหน่ายให้อุตสาหกรรมผู้ผลิตไก่ส่งออกขนาดใหญ่รายหนึ่ง

ภายใต้ธุรกิจขนาดใหญ่นี้ คนงานภายในฟาร์มต้องอยู่กับสภาพการทำงานที่ถูกกดขี่ คือทำงานวันละ 20 ชั่วโมง (จะได้พักก็แค่ช่วงตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า และอีกครั้งเวลาห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม) ไม่มีวันหยุด ไม่ได้ออกนอกโรงงานโดยไม่มีผู้คุม ทำงานได้เงินวันละ 230 บาทโดยไม่มีค่าล่วงเวลา ไม่มีประกันสังคม

แรงงานชาวพม่าทั้ง 14 คนได้ต่อสู้เพื่อสิทธิของแรงงาน พวกเขาฟ้องนายจ้าง คือบริษัทอุตสาหกรรมไก่ใน จ.ลพบุรี และบริษัทส่งออกไก่ยักษ์ใหญ่ เป็นเงิน 44 ล้านบาท เพื่อให้ชดเชยการใช้แรงงานทาสตลอดเวลาเกือบ 5 ปี

กลุ่มแรงงานเคยยื่นเรื่องร้องเรียนให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้าไปตรวจสอบด้วย ผลการตรวจสอบออกมาว่า ไม่พบการกระทำที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ ใช้แรงงานทาส ไม่พบการกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือยึดพาสปอร์ต ไม่พบการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการบังคับใช้แรงงานตามความในพ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จึงเป็นเหตุให้บริษัทฟ้องร้องแรงงานทั้ง 14 คนในข้อหาให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ และหมิ่นประมาท

นอกจากนี้ ยังมีแรงงาน 2 คนที่ถูกนายจ้างตั้งข้อหาว่าลักทรัพย์ เพราะขโมยบัตรลงเวลาปฏิบัติงานไป ซึ่งนั่นเป็นเพราะบัตรลงเวลาดังกล่าวถูกส่งมอบให้กับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.ลพบุรีเพื่อเป็นหลักฐานเกี่ยวกับเวลาการทำงาน ต่อมา ทางนายจ้างฟ้องแรงงานชาวพม่าทั้ง 14 คน เพิ่มอีกหนึ่งคดีในข้อหาหมิ่นประมาท ทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง

ปัจจุบันคนงานทั้ง 14 คนลาออกจากบริษัทแล้ว พวกเขายังทำงานอยู่ในประเทศไทย ทั้งที่อยากเดินทางกลับบ้านเกิด แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะยังมีคดีติดตัวหลายคดี

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีข่าวการละเมิดสิทธิแรงงานในประเทศไทย การลุกขึ้นมายืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มแรงงานข้ามชาติทั้ง 14 คนนี้ จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญ และเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน และสร้างความตระหนักให้เกิดการเคารพสิทธิแรงงานมากขึ้นในสังคมไทย

“บุญยืน สุขใหม่” นักสิทธิแรงงาน คว้ารางวัลสมชาย นีละไพจิตร 2557

(จากซ้ายไปขวา) ศิโรนี โต๊ะสัน, เยาวลักษ์ อนุพันธุ์, สิทธิพล ชูประจง,
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, บุญยืน สุขใหม่, และ จอน อึ๊งภรกรณ์

12 มีนาคม 2557 เนื่องในโอกาส 10 ปีการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร กองทุนสมชาย นีละไพจิตร จัดงานมอบรางวัลผู้มีผลงานสิทธิมนุษยชนน่ายกย่อง ประจำปี ๒๕๕๗ และรางวัลวิทยานิพนธ์ด้านสิทธิมนุษยชนดีเด่น มอบรางวัลโดย ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมืองและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บุญยืน สุขใหม่ รับรางวัลสมชาย นีละไพจิตร 2557

ประเภทบุคคล/ชุมชน/กลุ่มบุคคล/องค์กร ผู้ได้รับรางวัลสมชาย นีละไพจิตร ปี 2557 ได้แก่คุณบุญยืน สุขใหม่ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงาน ซึ่้งเป็นแรงงานเต็มเวลาในอุตสาหกรรมรถยนตร์ นอกเวลาเคลื่อนไหวและให้คำปรึกษาด้านสิทธิแรงงานแก่เพื่อนผู้ใช้แรงงาน โดยเปิดบ้านของตัวเองเป็นสถานที่ให้คำปรึกษาหลังเลิกงงานจนถึงหนึ่งทุ่มของทุกวัน

เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ รับรางวัลนักสิทธิมนุษยชนมีผลงานน่ายกย่อง 2557
สิทธิพล ชูประจง ตัวแทนศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา รับรางวัล องค์กรณ์ซึ่งมีผลงานด้านสิทธิมนุษยชนน่ายกย่อง 2557

ส่วนผู้ได้รับรางวัลสิทธิมนุษยชนน่ายกย่อง มี 1 คน คือ คุณเยาวลักษณ์ อนุพันธุ์ ทนายความสิทธิมนุษยชนที่ช่วยเหลือคดีสิทธิผู้หญิง คดีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คดีสิทธิชุมชน คดีผู้ลี้ภัย และคดีนักโทษทางการเมือง และอีก 1 องค์กร คือ ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา

ศิโรนี โต๊ะสัน รับรางวัลงานวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนดีเด่น 2557

ประเภทงานวิจัยทางวิชาการ ผู้ได้รับรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนดีเด่น คือ วิทยานิพนธ์เรื่อง “การสร้างความรู้โดยชุมชนในบริบทการเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่ายหินกรณีศึกษาชุมชนบ้านตะเคียนดำ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช” โดย คุณศิโรนี โต๊ะสัน มหาบัณฑิตสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศิโรนี โต๊ะสัน

ศิโรนี โต๊ะสัน กล่าวว่า วิทยานิพนธ์เล่มนี้ ใช้เวลาทำสองปี เมื่อทำงานวิจัยเสร็จชาวบ้านสะท้อนออกมาว่าชาวบ้านเองก็เป็นนักวิจัยด้วย เพราะสามารถช่วยกันสร้างความรู้ใหม่ๆ ต่อไปได้ งานวิจัยชิ้นนี้ทำให้ชาวบ้านรวมทั้งเด็กเห็นว่าพวกเขามีสิทธิที่จะค้นคว้าหาความรู้จากในชุมชนได้ด้วยตัวเอง ขณะนี้นักวิจัยส่วนใหญ่ไม่ทำให้ชุมชนรู้สึกว่าตัวเองมีศักดิ์ศรีและมีความรู้ เพียงแต่เอาตัวเองไปหาข้อมูลวิชาการของตัวเองเท่านั้น งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ง่ายเพราะเป็นประเด็นที่ร้อนและขัดแย้ง กว่าชาวบ้านจะเชื่อใจและเข้ามามีส่วนร่วมได้ก็ต้องใช้เวลานาน

บุญยืน สุขใหม่

บุญยืน สุขใหม่ กล่าวว่า ปัญหาทุนละเมิดสิทธิแรงงานเป็นปัญหามาอย่างยาวนาน ใครจะตั้งสหภาพแรงงานเพื่อเรียกร้องสวัสดิภาพก็จะถูกทำให้ไม่สามารถอยู่ในโรงงานนั้นได้ ปัญหาการจ้างงานแบบเหมาค่าแรงก็มีกฎหมายเขียนมาแก้ปัญหาแต่ไม่ได้รับการปฏิบัติ ถ้าลูกจ้างไปฟ้องนายจ้างก็มีโอกาสถูกเลิกจ้างสูง เมื่อมีการรวมกลุ่มกันเป็นสหภาพแรงงาน ออกมาชุมนุมนัดหยุดงานก็มักจะถูกสังคมตีตราว่าสร้างความวุ่นวาย ถ้าชุมนุมหน้าโรงงานก็จะถูกดำเนินคดีอาญาฐานบุกรุก ต้องหาเงินประกันตัว 100,000 บาทซึ่งลำบากมากสำหรับคนงาน ทั้งที่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย

บุญยืน กล่าวว่า ปัจจุบันคนงานมีความรู้เรื่องกฎหมายแรงงานน้อยมาก กฎหมายที่เกี่ยวข้องที่สำคัญมีถึง 11 ฉบับ เป็นเรื่องซับซ้อนมากกว่าคนงานจะเข้าใจสิทธิที่มีและเรียกร้องสิทธิของตัวเองได้ กระบวนการหรือกลไกของรัฐที่จะช่วยเหลือคนงานก็มีอุปสรรค เจ้าหน้าที่ก็มักด่าคนงานเพราะเห็นว่าไม่มีความรู้ ทนายคิดค่าคำฟ้องเท่ากับเงินเดือนคนงานหนึ่งเดือน และถ้าหากชนะคดี ก็จะคิดค่าใช้จ่ายอีก 20 เปอร์เซ็นต์

บุญยืน เล่าถึงการทำงานของตัวเองว่า เราก็เพิ่งเรียนจบนิติศาสตร์ ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ แต่ก็เอาประสบการณ์ตัวเองบวกกับการศึกษาหาความรู้มาทำคดีให้คนงาน ปีที่แล้วช่วยเหลือคนงานมาประมาณ 400 คดี ทั้งที่ปีนึงก็มี 365 วัน รู้สึกว่าเราทำงานเยอะเหลือเกิน แต่ก็ต้องทำเพราะไม่ค่อยมีใครมาทำงานตรงนี้ ทำงานจนมีปัญหาสุขภาพบางครั้งก็ท้อเหมือนกัน ตนเองก็เคยถูกลอบทำร้ายหลายครั้งแต่รอดมาได้ แม้พื้นที่ภาคตะวันออกจะมีอิทธิพลอันตรามาก แต่ก็มองว่ายุคนี้ยังดีกว่ายุครสช.ที่มีทหารถือปืนล้อมอยู่ตลอดเวลา

บุญยืน เล่าด้วยว่า ช่วงนี้สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ผู้ประกอบการหลายแห่งเริ่มให้หยุดงานชั่วคราวแล้วจ่ายค่าตอบแทนบางส่วน เราก็พยายามเปิดหน้าสื่อให้สื่อรายงานข่าวแรงงานบ้าง แต่ก็ไม่มีเลย ตอนหลังก็เลยต้องหัดเขียนข่าวเองด้วย

“ทุกคนก็เป็นคนเหมือนกัน ไม่ว่านายจ้าง แรงงานเหมาค่าแรง หรือเจ้าหน้าที่ ควรจะได้รับสิทธิเหมือนๆ กัน” บุญยืนกล่าว

บุญยืน เล่าปัญหาด้วยว่า กฎหมายแรงงานที่ออกมาแต่ละฉบับไม่เป็นประโยชน์กับคนงาน ยังไม่เคยเห็นนายจ้างที่ละเมิดสิทธิแรงงานติดคุกตามที่กฎหมายเขียนไว้ มีแค่เปรียบเทียบปรับแล้วจบไป นายจ้างจึงกล้าละเมิดกฎหมายตลอด หากไม่พอใจอะไรก็เลิกจ้างไว้ก่อนแล้วให้ลูกจ้างแบกภาระไปสู้ต่อที่ศาล

สิทธิพล ชูประจง

สิทธิพล ชูประจง เจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า ศูนย์ข้อมูลคนหายฯ เริ่มจากจุดเล็กๆ คือ อีเมล์ฉบับหนึ่งจากคนชนเผ่าซึ่งแจ้งมาว่าลูกของเขาหายไป เจ้าหน้าที่จึงไปค้นคว้าดูกลไกการปฏิบัติงานของภาครัฐในการติดตามหาคนหาย เราพบว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่เลย

สิบกว่าปีที่ทำงานมา พบว่าสาเหตุของคนหายมีสาเหตุหลักหลายสาเหตุ มีกรณีที่ประสงค์จะออกจากบ้านเอง เช่น ทะเลาะกับพ่อแม่ วัยรุ่นติดเพื่อน มีกรณีเด็กถูกลักพาตัวไปขอทาน ซึ่งยังไม่พบกรณีเป็นกลุ่มแก๊งค์มากนัก มีกรณีคนหายเพราะมีอาการทางจิตหรือสมองเสื่อม ปัจจุบันกลไกของภาครัฐไม่ทำงานให้เท่าทันกับสถานการณ์ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะค้นหาคนหาย เช่น ตำรวจไม่รับแจ้งความถ้าหายไม่ครบ 48 ชั่วโมง ระบบข้อมูลคนหายของภาครัฐกระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกัน ทางมูลนิธิกระจกเงาจึงอยากเรียกร้องให้มีศูนย์เป็นหน่วยกลางของรัฐที่จะรวบรวมข้อมูลคนหายจากหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นระบบ

เยาวลักษ์ อนุพันธุ์

เยาวลักษณ์ อนุพันธุ์ กล่าวว่า จากประสบการณ์เป็นทนายความมา 20 ปี พบว่า ประเด็นสิทธิมนุษยชนจะโยงอยู่กับคนด้อยโอกาส พบว่าปัญหาใหญ่คือเรื่องอคติของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม บางคดีพอรู้ว่าไปขึ้นบัลลังก์ไหนก็รู้ผลเลย เมื่อไปทำคดีเกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัย ก็จะพบปัญหาทัศนคติ ต้องถูกเจ้าหน้าที่ถามว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า ศาลก็จะอ้างเรื่องนอกสำนวน เช่น ศาลถามว่าผู้ลี้ภัยเผาธงชาติไทยหรือไม่

“กฎหมายบ้านเราไม่มีน้ำใจ กฎหมายบัญญัติออกมาโดยขาดมิติสังคมศาสตร์โดยสิ้นเชิง ตัวผู้พิพากษาหรืออัยการเองก็เหมือนถูกขังอยู่ด้วยตัวบทกฎหมาย” เยาวลักษณ์ กล่าว

เยาวลักษณ์ เล่าต่อว่า คดีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นอคติของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะเป็นคดีความมั่นคง เจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจทำอะไรก็ชอบธรรม คดีมาตรา 112 ก็เป็นปัญหาทัศนคติในกระบวนการยุติธรรมเช่นกัน ตั้งแต่ทำคดีมา 20 ปี พบว่าคดีมาตรา 112 เป็นอะไรที่น่ากลัวที่สุด ในประเด็นอื่นเรายังสามารถถกเถียงในเรื่องสิทธิได้ แต่คดีมาตรา 112 เรารู้สึกว่าใครก็จะตกเป็นจำเลยได้เสมอ แม้แต่พยานที่มาให้การก็รู้สึกว่าพูดไม่ได้ รู้สึกว่าสำหรับคนไทยแม้แต่จะคิดก็ไม่ได้ คดีล่าสุดศาลไม่ให้คัดถ่ายบันทึกคำเบิกความ บรรยากาศมีความรู้สึกน่าสะพรึงกลัว

เยาวลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ตอนนี้สนุกกับอาชีพทนายความที่ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต้องอ่านหนังสือค้นคว้าใหม่ๆ อยู่ตลอด จึงยังไม่ได้คิดเรื่องความกลัว เราเชื่อมาตลอดว่าสุจริตใจเป็นเกราะป้องกันตน จึงยังไม่ห่วงว่าใครจะมาฆ่าเรา แม้จะมีการขู่มา แต่ก็เชื่อว่าถ้าคนจะทำจริงก็คงไม่ขู่หรอก ตอนนี้อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐมีความกล้าที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานของกฎหมายอย่างน้อยที่สุดคือให้ประกันตัวในคดีมาตรา 112 ที่เป็นแค่เรื่องความคิดเห็น

รายงานข่าวนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ ประชาไท

งาน10 ปีทนายสมชาย นีละไพจิตร สูญหายโดยถูกบังคับ

งาน “10 ปีทนายสมชาย นีละไพจิตร สูญหายโดยถูกบังคับ”

วันที่ 12 มี.ค. นี้ มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) และ กองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร ร่วมจัดงาน “10 ปีทนายสมชาย นีละไพจิตร สูญหายโดยถูกบังคับ” เวลา 08.30-16.00น. ณ ห้องประชุมจุมภฎ-พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงการสูญหายโดยการบังคับ (Enforced disappearance) ของทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความมุสลิมและนักสิทธิมนุษยชน ที่ถูกบังคับสูญหาย เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 และกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการสูญหายโดยการบังคับ ซึ่งยังไม่มีกฎหมายไทยรองรับ
โดยงานในช่วงเช้า จะเป็นการเสนอรายงาน และเสวนาวิชาการเกี่ยงกับ การสูญหายโดยการบังคับ ส่วนในช่วงบ่าย จะเป็นงานมอบรางวัลสมชาย นีละไพจิตร เพื่อยกย่องนักสิทธิมนุษยชนที่มีผลงานโดดเด่นยาวนาน (อ่านเกี่ยวกับรางวัลสมชาย นีละไพจิตร ด้านล่าง)
กำหนดการ
“10 ปีทนายสมชาย นีละไพจิตร สูญหายโดยถูกบังคับ”
12 มีนาคม 2557 เวลา 08.30-16.00น.
ณ ห้องประชุมจุมภฎ-พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี คณะรัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปทุมวัน กรุงเทพฯ
จัดโดย มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) และ กองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร
08:30-09:00  ลงทะเบียนงานภาคเช้า
09:00-09:10  กล่าวเปิดงานเสวนา โดย
Ms. Matilda Bogner UN OHCHR Regional Representative
09.10-09.15  กล่าวต้อนรับและเปิดงาน
โดย นางอังคณา นีละไพจิตร ประธาน มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ
09:15-09:45 “ ประเทศไทยกับการเตรียมความพร้อมในการให้สัตยาบันในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปกป้องบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ” โดย
ผู้แทนจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม*
คุณสมชาย หอมลออ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแห่งประเทศไทย
09:45-10:00 ิพัก/ อาหารว่าง
10:00-11:30 การเสวนา หัวข้อ “ความท้าทายทางกฎหมายไทยในการสืบสวน ดำเนินคดีในกรณีการสูญหายโดยถูกบังคับ”
I:  อุปสรรคและปัญหาในการดำเนินคดีกรณีการสูญหายโดยถูกบังคับในประเทศไทย
คุณวสันต์ พานิช ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน
II: ความล้มเหลวในการแสวงหาร่างผู้เสียหายส่งผลกระทบต่อการสืบสวนและการดำเนินคดีอย่างไร?
ตัวแทนจากคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ)*
III:  ความล้มเหลวในการแสวงหาร่างผู้เสียหายส่งผลกระทบต่อสิทธิและสถานะทางกฎหมายในกระบวนการพิจารณาคดีทางอาญาของครอบครัวเหยื่ออย่างไร?
ผศ.ดร. ปกป้อง ศรีสนิท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
11:30-11:45  เปิดตัวรายงาน10 ปี สมชาย นีละไพจิตรสูญหายโดยถูกบังคับ “10 ปีอันไร้ซึ่งความจริง: สมชาย นีละไพจิตรและการสูญหายโดยถูกบังคับในประเทศไทย” โดย คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ)
11:45-12:15 แลกเปลี่ยนซักถาม
12:15-12:30 กล่าวขอบคุณและปิดการเสวนา โดย ตัวแทนจากคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล – ICJ
12:30 รับประทานอาหารกลางวัน
เวลา 13.00-13.30 น. ลงทะเบียนงานภาคบ่าย
เวลา 13.30-14.00 น. พิธีกรกล่าวต้อนรับ
·        นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการกองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร กล่าวเปิดงาน
·        นายจอน อึ๊งภากรณ์ กรรมการกองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร กล่าวถึงความเป็นมาและความหมายของรางวัลสมชาย นีละไพจิตร
เวลา 14.00-14.15 น. พิธีมอบรางวัลสมชาย นีละไพจิตร ๒๕๕๗ และรางวัลผู้มีผลงานสิทธิมนุษยชนน่ายกย่อง ประจำปี ๒๕๕๗ และรางวัลวิทยานิพนธ์ด้านสิทธิมนุษยชนดีเด่น
·        มอบรางวัลโดย ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมือง
และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เวลา 14.15-15.30 น. เสวนา “บนเส้นทางการต่อสู้..ประสบการณ์นักสิทธิมนุษยชนไทย” โดย
·        ผู้รับรางวัลสมชาย นีละไพจิตร ๒๕๕๗
·        ผู้รับรางวัลผู้มีผลงานสิทธิมนุษยชนน่ายกย่อง ประจำปี 2557 และผู้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ด้านสิทธิมนุษยชนดีเด่น ประจำปี 2557
·        ดำเนินรายการโดย ผศ. รุจน์ โกมลบุตร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกรรมการกองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร
เวลา 15.30-16.00  กล่าวปิดท้าย โดย  ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ที่นี่
ติดต่อสอบถาม: somchaifund@gmail.com หรือ โทร.081-773-5155 หรือ 0898291167
หมายเหตุ: *วิทยากรอยู่ระหว่างรอยืนยัน
- สำหรับงานช่วงเช้า มีล่ามแปล 2 ภาษา และเครื่องแปลภาษาไว้บริการ
- เพื่อความสะดวกของผู้เข้าร่วม ขอความกรุณาหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคล หากมีความจำเป็นขอความกรุณาจอดที่อาคารจามจุรีสแควร์

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ รางวัลสมชาย นีละไพจิตร 2557 ได้ที่นี่

รางวัลสมชาย นีละไพจิตร ปี 2557

กองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร เปิดรับการเสนอชื่อ บุคคล / กลุ่มบุคคล / องค์กร ที่มีผลงานดีเด่นด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสนับสนุนกิจกรรมนี้ ด้วยการช่วยกันเสาะหาคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและส่งรายชื่อผู้สมควรได้รับรางวัลสมชายนีละไพจิตร ภายในวันที่ 31 มกราคม 2557 เพื่อชิงรางวัลต่อไปนี้

Statement from Sombath Somphone’s wife ถ้อยแถลงจากภรรยาสมบัด สมพอน

Statement to the Panel on Human Rights in ASEAN: Lessons Learned from the Disappearance of Sombath Somphone and Somchai Neelaphaijit

27 March 2013

Ng Shui Meng

Wife of Sombath Somphone

Two days ago, March 25, marks the 100 days of Sombath’s disappearance.  These 100 days are the longest, and most agonizing 100 days in my life.  At this point I can only hang on to the hope that Sombath will still come home.

To Khun Angkhana Neelaphaijit, I send you my deepest sympathy as well as my greatest respect for your strength, courage, and perseverance in your campaign for justice for Khun Somchai. I draw inspiration from your courage and your determination to confront the injustice that you and your family have endured over the last nine years.

Sombath disappeared on 15 December 2012 with closed circuit TV footage showing that he was last seen stopped by the police at a police post; the jeep he was driving at the time was seen being driven away by an unknown person, and then he was taken away in a white truck.  All this took place right under the eyes of the police.  The official Lao Government statement said the police only stopped Sombath for routine checks of vehicle documents, and after that they did not know what had happened or who had taken him away.  The government statement also alleged that Sombath could have been kidnapped for reasons of personal or business conflict.  Be that as it may, for me, it is still the state’s responsibility to track down the perpetrators who have committed the act and find Sombath and return him safely to me and my family.

After more than 100 days, the state authorities still have not found Sombath.  They have also not found his jeep, or identified the person who drove away Sombath’s jeep, or the owner of the white truck and the people who took Sombath away. Laos is well-known for having very efficient and comprehensive public security networks and surveillance systems that extend down to every village.  These systems can track the comings and goings of every individual. But the Lao Government’s official statements repeatedly said that the police have done everything they can to find Sombath, but to no avail.  In face of such reassurances, I have little choice but to continue to place my trust in the efficiency of the state security apparatus to find and return Sombath safely.

After Sombath’s disappearance, I came to realize that disappearances are fairly common occurrences across the countries in our region. Very often such disappearances are not perpetrated by criminal elements, but are actually deliberately used as a tool of the state, or branches within the state,to intimidate or silent its citizens who are deemed to be troublesome either because of their beliefs or because of their activities against injustice, or on behalf of the poor or the oppressed.   Such implicit or explicit use of disappearance as an instrument of terroris a violation of human rights. Yet in every one of our countries, our governments have acceded to numerous international human rights conventions, and have also established legal systemsthat purportedly uphold the rule of law and protect the life and liberty of its citizenry.

Just November last year, all member countries of ASEAN, including Laos and Thailand, have adopted the ASEAN Human Rights Charter, and established the ASEAN Inter-governmental Commission for Human Rights (AICHR) as the overarching institution responsible for the promotion and protection of Human Rights in ASEAN.  It was only after Sombath’s disappearance that I understand how toothless these regional and international human rights instruments and institutions are, and how emptyare the states’ claims of respect of rights, and the rule of law and due processes.  I also now come to realize how helpless individual citizens can be and how few recourses they have to seek for justice.

The event of Sombath’s disappearance has however taught me to understand that as individuals and as citizens we should not and cannot ignore such violations, or brush them aside as incidences that occasionally happen to some unfortunate individuals. We need to acknowledge that involuntarily disappearances are crimes and violations against human rights.  They are acts of impunity and are an affront to the rule of law.  I am not sure whether I or other families who suffer such disappearances of their loved ones will ever see justice, but I can still take some comfort that the disappearance of Sombath and Somchai are highlighted for discussion today.  By so doing, you are reminding the world that we will not allow Sombath and Somchai or other victims of involuntary disappearances to vanish from our collective consciousness, and hold up a light of hope that such impunities can and will be halted in the future.  I thank you for organizing this event and I wish you all success.

แถลงการณ์ในเวทีเสวนาเรื่องสิทธิมนุษยชนในอาเซียน:

กรณีศึกษา การสูญหายของ สมบัด สมพอน และ สมชาย นีละไพจิตร

27 มีนาคม 2556

อึ้ง ชุย เม็ง

ภรรยาของ สมบัด สมพอน

เมื่อสองวันที่แล้ว วันที่ 25 มีนาคม เป็นวันครบรอบ 100 วันของการหายตัวไปของสมบัด 100 วันที่ผ่านมาเป็น 100 วันที่ยาวนานและทนทุกข์ทรมานที่สุดในชีวิตของดิฉัน ณ จุดนี้ ดิฉันคงทำได้แต่หวังว่าสมบัดจะได้กลับบ้าน

ถึงคุณอังคณา นีละไพจิตร ดิฉันขอแสดงความเห็นใจอย่างสุดซึ้งและความเคารพอย่างสูงสำหรับความเข้มเเข็งความกล้าหาญและความอุตสาหะของคุณในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมสำหรับทนายสมชาย ดิฉันได้รับแรงบันดาลใจมาจากความกล้าหาญและความแน่วแน่ของคุณในการเผชิญหน้าความอยุติธรรมที่คุณและครอบครัวต้องประสบตลอดเก้าปีที่ผ่านมา

สมบัดหายตัวไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2555 โดยภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่า ก่อนเขาหายตัวไป มีตำรวจหยุดให้เขาจอดที่ป้อมตำรวจ มีคนขับรถจี๊บสีขาวของเขาออกไป จากนั้นสมบัดถูกนำตัวไปในรถกระบะสีขาว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้การรู้เห็นของตำรวจทั้งสิ้น

แถลงการณ์ของรัฐบาลลาวกล่าวว่าตำรวจหยุดสมบัดเพื่อตรวจเอกสารใบขับขี่ตามปรกติ และหลังจากนั้นก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ว่าใครเอาตัวสมบัดไป แถลงการณ์ของรัฐบาลยังระบุว่าสมบัดอาจถูกลักพาตัวไปด้วยสาเหตุความขัดแย้งส่วนตัวหรือทางธุรกิจ  แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สำหรับดิฉันมันเป็นความรับผิดชอบของรัฐที่จะต้องหาตัวผู้กระทำผิด หาตัวสมบัด และนำตัวเขากลับคืนมาให้ดิฉันและครอบครัวอย่างปลอดภัย

ร้อยกว่าวันหลังจากเหตุการณ์นั้นเจ้าหน้าที่รัฐก็ยังหาตัวสมบัดไม่เจอ ยังหารถจี๊บของเขาไม่เจอ ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่ขับรถจี๊บของเขาออกไป หรือเจ้าของกระบะสีขาวคันนั้น หรือคนที่เอาตัวเขาไป ลาวได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเครือข่ายความมั่นคงสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุม รวมถึงระบบสอดส่องที่ครอบคลุมไปจนถึงระดับหมู่บ้าน ระบบเหล่านี้สามารถตามรอยการเข้าออกของทุกคนได้ แต่แถลงการณ์ของรัฐบาลลาวกล่าวย้ำว่าตำรวจได้ทำทุกวิถีทางที่จะหาตัวสมบัด แต่ก็ไม่บังเกิดผล เมื่อได้รับการยืนยันเช่นนี้ ดิฉันก็คงไม่เหลือทางเลือกอื่นมากนอกจากยังคงความไว้วางใจในกลไกความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพของรัฐในการหาตัวสมบัดและนำตัวเขากลับคืนมา

หลังจากสมบัดหายตัวไป ดิฉันก็ได้รู้ว่าการหายตัวของบุคคลเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างปรกติสำหรับประเทศในภูมิภาคของเรา บ่อยครั้งที่การหายตัวไปเช่นนี้มิได้เกิดจากกลุ่มอาชญากรรมแต่เกิดจากการจงใจกระทำของรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อข่มขู่หรือปิดปากพลเมืองที่ถูกมองว่าเป็นตัวปัญหา เพราะความเชื่อของเขาหรือเพราะกิจกรรมที่พวกเขาทำต่อต้านความอยุติธรรมหรือเป็นการทำเพื่อคนยากจนและคนที่ถูกกดขี่

การทำให้บุคคลสูญหายในฐานะเครื่องมือที่สร้างความหวาดกลัว เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่กระนั้น ในทุกประเทศของพวกเรา รัฐบาลก็ได้ลงนามในอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนหลายฉบับ และได้สร้างระบบกฎหมายที่ยึดตามหลักนิติธรรม และพิทักษ์ชีวิตและเสรีภาพของพลเมือง

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนี่เองสมาชิกทุกประเทศของอาเซียนรวมถึงลาวและไทยได้รับรองปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน และร่วมก่อตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เป็นสถาบันหลักที่ส่งเสริมและพิทักษ์สิทธิมนุษยชนในอาเซียน แต่การหายตัวไปของสมบัด ทำให้ดิฉันได้เข้าใจว่ากลไกและสถาบันด้านสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศไม่มีผลบังคับใช้ และคำกล่าวอ้างของรัฐเรื่องการเคารพสิทธิ หลักนิติรัฐและกระบวนการยุติธรรมว่างเปล่าเพียงใด ดิฉันยังได้เข้าใจอีกว่าพลเมืองปัจเจกจะรู้สึกสิ้นหวังแค่ไหน และพวกเขามีทรัพยากรน้อยนิดเพียงใดเพื่อทวงถามความยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การหายตัวไปของสมบัดทำให้ดิฉันเข้าใจว่าในฐานะปัจเจก และในฐานะพลเมือง เราไม่ควร และไม่สามารถละเลยการละเมิดสิทธิดังกล่าว หรือไม่ใส่ใจและคิดว่าเป็นเพียงเรื่องโชคร้ายของใครบางคนเท่านั้น เราต้องยอมรับว่าการสูญหายโดยไม่สมัครใจเป็นอาชญากรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน มันเป็นการกระทำที่ไม่ถูกลงโทษ และเป็นการปรามาสต่อหลักนิติรัฐ

ดิฉันไม่แน่ใจว่าตนเอง หรือครอบครัวอื่นๆ ที่ประสบกับการหายตัวไปของคนที่รัก จะได้รับความยุติธรรมหรือไม่ แต่ดิฉันก็ได้รับความสบายใจบ้างที่ได้เห็นว่าการหายตัวไปของสมบัดและสมชายเป็นประเด็นหลักของการเสวนาในวันนี้ การทำเช่นนี้ ย้ำเตือนให้โลกรับรู้ว่าเราจะไม่ยอมให้สมบัดและสมชาย หรือเหยื่อคนอื่นๆ ของการสูญหายโดยไม่สมัครใจเลือนหายไปจากจิตสำนึกร่วมของพวกเรา และยังคงมีหวังว่าการกระทำที่ไม่ต้องรับผิดจะยุติลงในอนาคต ดิฉันขอขอบคุณที่จัดงานนี้ขึ้นมา และขอให้ประสบกับความสำเร็จ

กรณีอุ้มหายสมบัด – สมชาย บทเรียนที่เหมือนกัน บทบาทของคนธรรมดา

อังคณา นีละไพจิตร ย้ำสมชายเป็นแค่คนธรรมดาไม่ใช่วีรบุรุษ ไม่รู้ชั่วชีวิตจะได้เห็นความยุติธรรมหรือเปล่า เพื่อนสมบัด ชี้ สมบัดหายไปไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูรับกระแสอิทธิพลอาเซียน

จากซ้าย: วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ, อังคณา นีละไพจิตร และ ประทับจิต นีละไพจิตร

[กรุงเทพ -- 26 มีนาคม 2556] นับตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2555 ที่สมบัด สมพอน นักพัฒนาสังคมชาวลาวหายตัวไป ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่ามีตำรวจเรียกให้เขาจอดรถ และมีคนขับรถจี๊บสีขาวพาตัวเขาไป ถึงเดือนมีนาคม 2556 เป็นเวลา 100 วัน และนับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2547 ที่สมชาย นีละไพจิตร นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของไทยหายตัวไป ถึงเดือนมีนาคม 2556 เป็นเวลา 9 ปี

กองทุนรางวัลสมชายนีละไพจิตร ร่วมกับมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกันจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “สิทธิมนุษยชนในประชาคมอาเซียน กรณีศึกษาการสูญหายของสมบัด สมพอน และสมชาย นีละไพจิตร” ที่ห้อง 322 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2556

เวทีเสวนาเริ่มต้นด้วย รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อ่านแถลงการณ์จากคุณชุย เม็ง (Shi-Meng Ng) ภรรยาของสมบัด สมพอน ตอนหนึ่งในถ้อยแถลงระบุว่า เหตุการณ์การหายตัวไปของอ้ายสมบัดทำให้ดิฉันเข้าใจว่าในฐานะปัจเจก และในฐานะพลเมือง เราไม่ควร และไม่สามารถละเลยการละเมิดสิทธิดังกล่าว หรือไม่ใส่ใจและคิดว่าเป็นเพียงเรื่องโชคร้ายของใครบางคนเท่านั้น เราต้องยอมรับว่าการสูญหายโดยไม่สมัครใจเป็นอาชญากรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน มันเป็นการกระทำที่ไม่ถูกลงโทษ และเป็นการปรามาสต่อหลักนิติรัฐ

รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์

“การทำเช่นนี้ ย้ำเตือนให้โลกรับรู้ว่าเราจะไม่ยอมให้สมบัดและสมชาย หรือเหยื่อคนอื่นๆ ของการสูญหายโดยไม่สมัครใจเลือนหายไปจากจิตสำนึกร่วมของพวกเราและยังคงมีหวังว่าการกระทำที่ไม่ต้องรับผิดจะยุติลงในอนาคต” แถลงการกล่าวถึงการจัดกิจกรรมวันนี้

อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ภรรยาของสมชาย นีละไพจิตร เล่าว่า รายงานการบังคับให้บุคคลสูญหายของสหประชาชาติ ระบุว่า ในสปป.ลาวมีกรณีบังคับให้สูญหายหนึ่งกรณี ซึ่งไม่ใช่กรณีของสมบัด พม่ามีสองกรณี อินโดนีเซียมี 162 กรณี ขณะที่ภาคประชาชนเชื่อว่าน่าจะมีมากกว่า 10,000 กรณี ในเวียดนามมีหนึ่งกรณี ประเทศไทย มี 71 กรณี กัมพูชา มาเลเซีย บรูไน ไม่มีรายงาน คณะทำงานการบังคับให้บุคคลสูญหายของสหประชาชาติเห็นว่าข้อมูลที่รัฐบาลไทยชี้แจงไม่เพียงพอ คณะทำงานจึงแสดงเจตจำนงที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเทศไทย หลายครั้งแต่รัฐบาลไทยปฏิเสธ

อังคณา กล่าวว่า กรณีของสมชาย นีละไพจิตร เป็นกรณีบังคับให้สูญหายรายแรกของประเทศไทยที่นำคดีความขึ้นสู่ศาลได้ เพราะผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจคดีจึงถูกแทรกแซง หลักฐานสูญหาย พยานหลายคนถูกคุกคาม รัฐบาลดูไม่จริงใจที่จะเยียวยาครอบครัวของผู้เสียหาย ในขณะที่เรายึดมั่นนิติรัฐ แต่กฎหมายไม่เคยเอาผิดกับผู้กระทำผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐได้ เชื่อว่าถ้านายกฯยิ่งลักษณ์ไปถามเรื่องสมบัดกับรัฐบาลลาว ก็คงถูกถามกลับว่าแล้วกรณีสมชาย เป็นอย่างไร

“คุณซุย เม็ง อาจจะเพิ่งเริ่มต้นมา 100 วันของการหายตัว แต่กรณีคุณสมชาย เกือบจะ 10 ปี ซึ่งก็ไม่รู้ว่าชั่วชีวิตจะได้เห็นหรือเปล่า กรณีการบังคับให้สูญหาย ของสมชาย นีละไพจิตร อาจเป็นแค่โศกนาฏกรรมส่วนตัว ที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ รัฐบาลอาจจะตอบว่าได้เงินไปแล้วจะเอาอะไรอีก แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับสมชายก็ตาม ดิฉันเชื่อว่าเขาจะไม่เสียใจ และละทิ้งอุดมการณ์ที่เขามีมาตลอดชีวิต เขาจะภูมิใจในหน้าที่ของมนุษย์คนหนึ่งที่เขาทำมาตลอด สมชาย นีละไพจิตรไม่ใช่วีรบุรุษ เขาเป็นแค่คนสามัญที่เชื่อมั่นในความยุติธรรมว่าจะเกิดขึ้นได้” อังคณา กล่าว

วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาในลุ่มน้ำโขง ผู้เคยร่วมงานกับสมบัด กล่าวว่า สมบัด สมพอน เป็นนักพัฒนา ที่ทำเรื่องการศึกษา เน้นเรื่องความสุขมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ได้ทำงานประเด็นท้าทายที่ต้องออกไปประท้วงรัฐ แต่ก็เป็นนักพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในสังคมลาว ได้รับรางวัลแมกไซไซ เป็นสัญลักษณ์ของผู้นำภาคประชาสังคมในระดับหนึ่ง

วิฑูรย์ เล่าว่า ทุกวันนี้ลาวตัดสินใจจะเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย ขายทรัพยากรให้ทุนต่างชาติ เช่น ไฟฟ้า ตัวเลขที่เป็นทางการแสดงว่าจะมีการสร้างเขื่อนในลาวอย่างน้อย 74 เขื่อน โครงการเหล่านี้เป็นเรื่องของทุนเป็นแสนล้าน ทำให้คนจำนวนมากถูกผลกระทบ ต้องย้ายบ้านเพราะการสร้างเขื่อน สูญเสียอาชีพ โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อย

วิฑูรย์ กล่าวว่า ความเห็นของตนฟันธงได้ว่า การหายตัวของสมบัด ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว คงเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โดยรวม กรณีนี้เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ดูเหมือนว่าอิทธิพลทั้งหลายในภูมิภาคทำให้ภาคประชาสังคมของลาวกำลังเปิดหูเปิดตาไปสู่การตั้งคำถามและการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งผู้มีอำนาจในลาวไม่พึงปรารถนา สมบัดเป็นแค่ตัวแสดงที่เข้าไปอยู่ในนั้น ขณะนี้ความสนใจของประชาคมโลกกำลังจับตาไปที่ลาว การที่รัฐบาลลาวปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงทำให้เราไม่รู้ว่าจะนำไปสู่อะไร สมบัดยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และอยู่อย่างไร

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเราพอสมควร ในฐานะที่ทำงานอยู่ในประเด็นนี้ ผมคิดว่าไม่มีหนทางอื่นนอกจากเราจะต้องสู้ไปด้วยกัน ถ้าเรากลัวแล้วถอยคนอื่นก็จะเป็นเหยื่อแทนที่ไป” วิฑูรย์กล่าว

อังคณา เล่าด้วยว่า หลังสมชาย หายตัวไป เพื่อนทนายความหลายคนต้องหลบไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน และหลายคนถามว่าแน่ใจหรือเปล่าที่จะสู้กับตำรวจ เพราะฉะนั้นคำว่าเชือดไก่ให้ลิงดูนั้นมีผลจริงๆ ถ้าเราเป็นคนธรรมดาไม่มีอำนาจต่อรองนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าถึงความยุติธรรม

ประทับจิตร นีละไพจิตร ผู้ดำเนินรายการ กล่าวด้วยว่า กรณีของสมบัด และสมชาย เหมือนกันคือทั้งสองคนเป็นแค่คนธรรมดาๆ ทั้งสองคนทำงานด้านความคิดโดยเฉพาะกับกลุ่มเยาวชน มากกว่าการออกมาแอ๊คชั่น ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้กับเรื่องที่หนักหนาสาหัสไม่สามารถทำได้ด้วยเพียงลำพังใครคนใดคนหนึ่ง และเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นกับเราคนใดคนหนึ่งเมื่อไรก็ได้

แนวคิดการจัดงาน “สิทธิมนุษยชนในอาเซียน: กรณีศึกษา การสูญหายของ สมบัด สมพอน และ สมชาย นีละไพจิตร”

ที่มาและแนวคิดของ เวทีเสวนา หัวข้อ สิทธิมนุษยชนในอาเซียน: กรณีศึกษา การสูญหายของ สมบัด สมพอน และ สมชาย นีละไพจิตรในวันพุธที่ 27 มีนาคม 2556 เวลา 09.30 12.00 น. ณ ห้อง 322 ชั้น 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

15 ธันวาคม 2555 สมบัด สมพอน นักพัฒนาอาวุโสชาวลาว เจ้าของรางวัลเกียรติยศรามอน แมกไซไซด้านบริการสังคมปี 2548 ถูกลักพาตัวโดยบุคคลกลุ่มหนึ่งหลังจากที่เขาถูกเรียกให้จอดรถโดยตำรวจจราจรบนถนนท่าเดื่อของนครหลวงเวียงจันทน์ สมบัดเป็นผู้มีบทบาทในฐานะหนึ่งในตัวแทนที่สำคัญของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวยุคใหม่ ที่กำลังแสดงความพร้อมในการเข้าร่วมกับสังคมโลกอย่างทัดเทียมกับนานาประเทศ และเป็นผู้อุทิศตัวทำงานด้านการพัฒนาและการศึกษาแบบองค์รวมมากว่าสามทศวรรษ รวมทั้งเป็นผู้นำแนวคิด “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” มาสู่สังคมลาว การลักพาตัวสมบัด สมพอนได้เกิดแรงกระเพื่อมที่รุนแรงขึ้นทั้งในกลุ่มเพื่อน มิตรสหาย ผู้ร่วมงาน รวมทั้งบุคคลากรและสถาบันในภาครัฐ ภาคประชาสังคมและในกลุ่มประชาชน ทั้งในสปป.ลาว รวมถึงเพื่อนบ้านในอาเซียน และประชาคมนานาชาติ โดยมีการเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้รัฐบาลลาวสอบสวนและเปิดเผยข้อมูลในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด ซึ่งจนปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดทราบชะตากรรมของสมบัด สมพอน

12 มีนาคม 2547 ภายใต้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร สมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนที่ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มากว่า 20 ปี ถูกลักพาตัว และถูกบังคับให้ให้สูญหาย จากข้อมูลที่เปิดเผยในศาล สมชาย นีละไพจิตร ถูกลักพาตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามกลุ่มหนึ่ง เนื่องจากสมชายได้เปิดเผยและทำการร้องเรียนเรื่องการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อม ทรมานผู้ต้องหาคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีกักขังหน่วงเหนี่ยวโดยการลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย ต่อมาศาลอุทธรณ์ยกฟ้องจำเลยซึ่งเป็นตำรวจทั้ง 5 คน ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ในขณะที่คดีฆาตกรรมและทำลายศพสมชายกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเป็นคดีพิเศษ แต่เก้าปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันไม่ปรากฏความก้าวหน้าในทางคดี และดูเหมือนกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่มีความเต็มใจในการคลี่คลายคดี และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่และเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

ทั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศไทยต่างได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ เพื่อแสดงเจตจำนงในการยุติการบังคับให้บุคคลสูญหายในประเทศของตน แต่เหตุการณ์การสูญหายของสมบัด สมพอน และสมชาย นีละไพจิตร แสดงถึงความล้มเหลวจากการคุ้มครองและเคารพสิทธิเสรีภาพของบุคคล ในขณะเดียวกันการสูญหายของทั้งสมบัด และสมชายนำมาซึ่งข้อเรียกร้องให้มีการทบทวนในประเด็นสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนในประชาคมอาเซียน ว่าแท้ที่จริงแล้วประชาคมอาเซียนที่กำลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจ ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการลงทุนและการแลกเปลี่ยนสินค้า แต่มิได้ให้ความสำคัญกับคุณค่าของประชาชนคนเล็กคนน้อย ที่ยังไร้สิทธิไร้เสียง ขาดการมีส่วนร่วมและไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าทีรัฐ  การเสวนาครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้มีอำนาจในภูมิภาคอาเซียนว่า การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน และกฎบัตรอาเซียนจะไม่มีความหมายอะไรเลย หากผู้คนในอาเซียนยังคงถูกข่มเหงรังแก ถูกละเมิดสิทธิ และขาดการเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และอาเซียนยังคงขาดหลักธรรมาภิบาล ละเลยเพิกเฉยต่อหลักนิติธรรม และปล่อยให้วัฒนธรรมผู้กระทำผิดลอยนวลยังคงเกิดขึ้น

ดูกำหนดการงานเสวนาได้ ที่นี่

เสวนา “สิทธิมนุษยชนในอาเซียน: กรณีศึกษา การสูญหายของ สมบัด สมพอน และ สมชาย นีละไพจิตร”

(For English, please scroll down)

กองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่นน้ำโขง (TERRA) และ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขอเชิญสื่อมวลชน และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมเวทีเสวนา หัวข้อ สิทธิมนุษยชนในอาเซียน: กรณีศึกษา การสูญหายของ สมบัด สมพอน และ สมชาย นีละไพจิตร” ในวันพุธที่ 27 มีนาคม 2556 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ ห้อง 322 ชั้น 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมี อังคณา นีละไพจิตร, ศรีประภา เพชรมีศรี และ วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ร่วมเสวนา นอกจากนี้ยังมีถ้อยแถลงจากภรรยาของสมบัดต่อการหายตัวไปของสมบัดอีกด้วย

ภายใต้ความรุดหน้าของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่ดูเหมือนว่า อาเซียนกลับละเลยและเพิกเฉยต่อปัญหาสิทธิมนุษยชนภายในแต่ละประเทศ เห็นได้จาก ความอ่อนแอของกลไกด้านสิทธิมนุษยชนในอาเซียน ความล้มเหลวจากการคุ้มครองและเคารพสิทธิเสรีภาพของบุคคล ประชาชนคนเล็กคนน้อยที่ยังไร้สิทธิไร้เสียง ขาดการมีส่วนร่วมและไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าทีรัฐ ดังเช่นในการสูญหายของสมบัด สมพอน นักพัฒนาชาวลาวผู้ถูกลักพาตัวไปเมื่อสามเดือนก่อน และสมชาย นีละไพจิตร ทนายความมุสลิมชาวไทยผู้ถูกลักพาตัวไปกว่า 9 ปีแล้ว นำมาซึ่งคำถามว่า ที่ประชาคมอาเซียนกำลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วในด้านเศรษฐกิจ แต่ละเลยสิทธิของความเป็นคน จะทำให้อาเซียนไปได้ไกลขนาดไหน

หากท่านต้องการเข้าร่วมงาน โปรดสละเวลาเล็กน้อยเพื่อกรอกใบตอบรับที่นี่ <คลิก> หากมีข้อสงสัย โปรดติดต่อ somchaifund [at] gmail.comหรือ โทร 089-8291167

อ่านที่มาและแนวคิดของงานฉบับเต็มได้ที่นี่ <คลิก>

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสูญหายของ สมบัด สมพอน ได้ที่ sombath.org

กำหนดการ

เวทีเสวนา หัวข้อ “สิทธิมนุษยชนในประชาคมอาเซียน

กรณีศึกษาการสูญหายของ สมบัด สมพอน และ สมชาย นีละไพจิตร”

วันที่ 27 มีนาคม 2556 เวลา 09.30 – 12.00 น.

ห้อง 322 ชั้น 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

—————————————————

09.30 – 9.45          ลงทะเบียน

9.45-10.00          การอ่านถ้อยแถลงจาก Shui-Meng Ng ภรรยา สมบัด สมพอน

10.00-11.45         เสวนา หัวช้อ “สิทธิมนุษยชนในอาเซียน  กรณีศึกษาการสูญหายของ

สมบัด สมพอน และ สมชาย นีละไพจิตรโดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ดังนี้

อังคณา นีละไพจิตร ภรรยาสมชาย นีละไพจิตร และประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ

ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์ประจำศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตผู้แทน

ไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ นักพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมผู้เคยร่วมงานกับสมบัด และ ผู้อำนวยการ

เครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาในลุ่มน้ำโขง

ดำเนินรายการ โดย ประทับจิต นีละไพจิตร

11.45 – 12.00       ถาม-ตอบ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

**มีล่ามแปลภาษาไทย-อังกฤษและเครื่องแปลให้บริการ

//////////////////////

March 19, 2013

Somchai Neelapaijit Memorial Fund, Justice for Peace Foundation, Towards Ecological Recovery and Regional Alliances (TERRA), Amnesty International Thailand will host a panel discussion entitled “Human Rights in ASEAN: Lessons Learned from the Disappearance of Sombath Somphone and Somchai Neelapaijit.” The event takes place on March 27, 2013, from 9.30-12.00, at Room 322, 3rd Floor, Faculty of Law, Thammasat University (Tha Phrachan Campus). The panelists comprise Angkhana Neelapaijit, Sriprapha Petcharamesree and Witoon Permpongsacharoen. Moreover, a statement by Mr Somphone’s wife will be read during the event.

The objective of the event is to raise awareness about human rights violation in the region, enforced disappearance, the two cases themselves and to commemorate 9th anniversary disappearance of Somchai in March. Moreover, the event organizers want to send out messages to ASEAN governments that they could not only focus on the cooperation on economics while ignoring the human rights violation in each countries. The cases of Sombath and Somchai show the failure of the rule of law, transparency and accountability of ASEAN.

**interpretation from Thai to English is available.

RSVP <here>

Read more about Sombath Somphone at sombath.org

For more information, please email somchaifund [at] gmail.com or call 089-8291167

Schedule

Human Rights in ASEAN:

Lessons Learned from the Disappearance of Sombath Somphone and Somchai Neelapaijit

Wednesday, March 27, 2013, from 9.30-12.00,

at Room 322, 3rd Floor, Faculty of Law, Thammasat University (Tha Phrachan Campus)

—————————————————

09.30 – 9.45          Registration

9.45-10.00          Statement of Shui-Meng Ng, wife of Sombaht Somphone,

10.00-11.45        Panel discussion

Angkhana Neelapaijit, president of Peace for Justice Foundation

Sriprapha Petcharamesree lecturer at the Institute of Human Rights and Peace Studies,

Mahidol University and former Thai Representative to the ASEAN

Intergovernmental Commission on Human Rights

Witoon Permpongsacharoen, environmentalist who used to work with Sombath and Director

of Mekong Energy and Ecology Network

Moderated by Pratubjit Neelapaijit

11.45 – 12.00      Questions from the audience

**interpretation from Thai to English is available.

มอบรางวัลแก่ผู้มีผลงานด้านสิทธิมนุษยชนดีเด่น

กองทุนสมชาย นีละไพจิตรฯ เผย 5 ชื่อสุดท้ายรางวัลนักสิทธิดีเด่น

(9 ก.ค. 55) ผู้เข้ารอบสุดท้าย 5 รายชื่อของกองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร ประจำปี 2555 ได้แก่  1.นางสาวจิตรา คชเดช นักต่อสู้ด้านสิทธิแรงงานและผู้ร่วมรณรงค์ทางการเมือง  2. นายรัษฎา มนูรัษฎา ทนายความอาสาให้ผู้ต้องหาใน จังหวัดชายแดนภาคใต้และผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน 3. นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักส่งเสริมสิทธิแรงงานและนักรณรงค์ทางการเมืองซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังในเรือนจำ  4. นายอดิศร เกิดมงคล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแรงงานข้ามชาติ และ 5. กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กลุ่มชาวบ้านผู้ปกป้องสิทธิชุมชนจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่โปแตช

จากรายชื่อดังกล่าว จะมีเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลสมชาย นีละไพจิตร ประจำปี 2555 พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท ส่วนอีก 4 ชื่อที่เหลือจะรางวัลผู้มีผลงานด้านสิทธิมนุษยชนน่ายกย่อง ปะจำปี 2555 พร้อมเงินรางวัลรายละ 10,000 บาท

จอน อึ๊งภากรณ์ กรรมการและผู้ก่อตั้ง กองทุนรางวัลสมชายฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอยู่มาก ทั้งจากหน่วยงานรัฐและกลไกของรัฐ ผู้เข้ารอบ 5 รายนามนั้นล้วนเป็นผู้ที่ได้ต่อสู้ในด้านสิทธิมนุษยชนมาอย่างเข็มแข็งและกล้าหาญ และเสี่ยงอันตราย เช่นเดียวกับที่ ทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ทำงานเพื่อยืนยันในหลักการสิทธิมนษยชน จนถูกอุ้มหายตัวไป การมอบรางวัลสดุดีผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเข็มแข็งและกล้าหาญ เพื่อเป็นกำลังใจพวกเขาทำงานต่อไป และเป็นหนึ่งในความพยายามทำให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของบุคคลเหล่านี้ และปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอีกด้วย

การมอบรางวัลจะจัดขึ้น ณ เวลา 9.30 – 12.00 น. วันที่ 11 กรกฎาคม 2555 ที่ห้องประชุมชั้น 4 มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ซ.โรหิตสุข ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ MRT ห้วยขวาง นอกจากพิธีมอบรางวัลแล้ว ในงานยังมีการเสวนาหัวข้อ “บนเส้นทางการต่อสู้..ประสบการณ์นักสิทธิมนุษยชนไทย” โดยผู้เข้ารอบทั้ง 5 คน และการกล่าวปิดงานโดย ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อีกด้วย

กองทุนรางวัลสมชายฯ เปิดให้ประชาชนทั่วไปเสนอชื่อผู้สมควรได้รับรางวัลสมชาย นีละไพจิตร เป็นเวลาสามเดือน (กุมภาพันธ์ – เมษายน 2555) มีผู้ถูกเสนอรายชื่อถูกเสนอทั้งหมด 20 ราย ซึ่งมาจากหลากหลายสาขาของงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เช่น ด้านสิทธิแรงงาน ด้านสิทธิผู้ต้องขังในเรือนจำ ด้านสิทธิชุมชนไปจนถึงงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น งานอาสาสมัครและการต่อสู้กับความอยุติธรรม เป็นต้น และได้กลั่นกรองจนเหลือ 5 รายชื่อและพิจารณาให้รางวัลสมชาย นีละไพจิตร เพียง 1 ชื่อ โดยพิจารณาจา 4 หลักเกณฑ์ ได้แก่ 1. มีลักษณะเป็น “นักต่อสู้” ด้านสิทธิมนุษยชน ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของสาธารณะ 2. มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ 3. ยังไม่ค่อยมีประวัติการได้รับรางวัลด้านสิทธิมนุษยชน หรือเป็นที่ยก 4. เป็นนักต่อสู้ที่ทำงานในประเด็นที่เป็นปัจจุบัน และกำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคม และสุ่มเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายหรือถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน

กองทุนรางวัลสมชายฯ ริเริ่มกิจกรรมการมอบ รางวัลสมชาย นีละไพจิตร ด้วยเจตนารมณ์เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ และเป็นกำลังใจแก่ผู้ที่มีคุณูประการ เสียสละ ในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย รวมทั้งเพื่อกระตุ้นให้สังคมในวงกว้างตระหนักถึงความสำคัญและยอมรับบทบาทของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน โดยการเปิดรับชื่อผู้สมควรได้รับรางวัลจากประชาชนทั่วไป โดยการมอบรางวัลครั้งนี้ (ปี 2555) เป็นการมอบรางวัลครั้งแรก

การเดินทาง มายังสถานที่จัดงาน: หากมาด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน ออกที่สถานีห้วยขวาง ทางออก ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ ต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยบอกว่า มา Summer Mansion อาคาร มอส. อยู่ดติดกำแพงสุดซอย

ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: http://bit.ly/PcbXyQ

ติดต่อสอบถาม: ทวีพร โทร. 0898291167

——————————————————

กำหนดการงานประกาศรางวัลสมชาย นีละไพจิตร 2555
วันที่ 11 กรกฎาคม 255 เวลา 9.30-12.00
ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ห้วยขวาง กรุงเทพฯ

เวลา 09.30 – 10.00 น.    ลงทะเบียน
เวลา 10.00 – 10.30 น.    พิธีกรกล่าวต้อนรับ
- นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการกองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร กล่าวเปิดงาน
- จอน อึ๊งภากรณ์ กรรมการกองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร
กล่าวถึงความเป็นมาและความหมายของรางวัลสมชาย นีละไพจิตร

เวลา 10.30 – 10.45 น.     พิธีมอบรางวัลสมชาย นีละไพจิตร และและใบประกาศเกียรติคุณผู้มีผลงานสิทธิมนุษยชนน่ายกย่อง
- มอบรางวัลโดย ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมือง
และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เวลา 10.45 – 12.00 น.     เสวนา “บนเส้นทางการต่อสู้..ประสบการณ์นักสิทธิมนุษยชนไทย” โดย
- ผู้รับรางวัลสมชาย นีละไพจิตร
- ผู้รับใบประกาศเกียรติคุณผู้มีผลงานสิทธิมนุษยชนน่ายกย่อง 4 ราย/กลุ่ม
- ดำเนินรายการโดย ผศ. รุจน์ โกมลบุตร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกรรมการกองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร

แผนที่ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
(ติดกับ Summer Mansion) ถนนรัชดาภิเษก 14 / ประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5
หากมาโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน: สถานีรถไฟฟ้าห้วยขวาง ทางออกประชาราษฎร์บำเพ็ญ ต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยบอกว่า ไป “Summer Mansion”
ดู Google Map : http://goo.gl/maps/28De

รางวัลสมชาย นีละไพจิตร

รางวัลสมชาย นีละไพจิตร ประจำปี 2555

กองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร เปิดรับการเสนอชื่อบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ขอเป็นเพียงผู้ที่มีคุณสมบัติดังนี้

Read More »