ผลงาน

โครงการไฟฉาย 2553

สำหรับโครงการไฟฉาย 2553 มีผู้ได้รับทุนจำนวน 2 ทุนให้กับ

  1. ปกรณ์ พึ่งเนตร จากสำนักข่าวอิศรา ในหัวข้อ “สำรวจธุรกิจผิดกฎหมายและผลประโยชน์ที่เกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่รัฐในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้: กรณีศึกษาความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ความไม่สงบ” ซึ่งได้เปิดปมปัญหาธุรกิจเถื่อนภาคใต้ ว่ามีความเชื่อมโยงกับความรุนแรงของภาคใต้อย่างไร

    ส่วนหนึ่งของบทคัดย่อ

    ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงที่ปะทุขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2547 เป็นต้นมา จนถึงปลายปี พ.ศ.2553 โดยมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นกว่า 13,000 ครั้งนั้น มิได้มีสาเหตุมาจากความพยายามก่อความไม่สงบของกลุ่มที่มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนแต่เพียงด้านเดียว

    ทว่าในพื้นที่นี้ยังมีปัญหาการขยายตัวของธุรกิจผิดกฎหมายรูปแบบต่างๆ ทั้งค้าของเถื่อน น้ำมันเถื่อน ยาเสพติด สถานบริการทางเพศ และโต๊ะพนันฟุตบอล ซึ่งสร้างเม็ดเงินจำนวนมหาศาล โดยมีการจัดสรรผลประโยชน์กันระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจผิดกฎหมายกับเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มด้วย จนส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ทั้งพฤติกรรมการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่รัฐ การสร้างสถานการณ์เทียมเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ไปจนถึงการก่อความรุนแรงเพื่อประทุษร้ายเจ้าหน้าที่รัฐที่ขัดขวาง หรือแก้แค้นกันจากการขัดผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันเอง โดยอาศัยสถานการณ์ความไม่สงบเบี่ยงเบนความสนใจของสังคม

  2. ศุภลักษณ์ มาตรเลี่ยม อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้เคยใช้ชีวิตที่อเมริกา และเป็นล่ามอาสาสมัครช่วยเหลือแรงงานไทยที่ถูกหลอกไปทำงานที่อเมริกา ผลิตงานเชิงลึกชื่อ “18,344 กิโลเมตร: จากท้องนาไทยสู่ไร่ยาสูบในประเทศสหรัฐอเมริกา”

    ส่วนหนึ่งของบทคัดย่อ

    แรงงานไทยหลายๆคนเข้าใจว่า งานที่จะไปทำคืองานที่คนท้องถิ่นไม่อยากทำ เพราะเป็นงาน 3D – Dangerous, Dirty, Difficult คือ ทั้งยาก ทั้งสกปรก และ เป็นงานที่เสี่ยงอันตราย แม้ชีวิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอาจไม่สวยหรูเหมือนฉากในหนังฮอลลี่วู้ดหลายๆ เรื่องก็ตาม ประเทศสหรัฐอเมริกายังคงมีแม่เหล็กดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้หลั่งไหลไปเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิต และทดสอบค่านิยมตะวันตกที่ว่า “ความมั่งคั่งจะเปลี่ยนชีวิต และ สร้างความสุขได้” และดอลล่าร์คือคำตอบ

    ทันทีที่สองเท้าก้าวแตะแผ่นดินประเทศสหรัฐอเมริกา ชาวนาทุกคนต่างโห่ร้อง “ไชโย” ประกาศก้องถึงความเต็มตื้นที่ได้เห็น “สหรัฐอเมริกา” แต่หารู้ไม่ว่าวินาทีถัดจากนั้นพวกเขากำลังจะถูกลิดรอนสิทธิในการทำงาน สิทธิในการใช้ชีวิต และ ต้องอดทนมีชีวิตการทำงานเกษตรกรรมในไร่ยาสูบเยี่ยงทาส อดทนได้เพียงหนึ่งเดือน แรงงานต่างเห็นพ้องกันว่า “ต้องหนี” เพราะความร้อนอบอ้าว พิษจากสารเคมีที่ฉีดพ่นในไร่ยาสูบ การไม่ได้รับค่าแรงตรงตามที่กำหนด การไม่ได้รับความเอาใจใส่ดูแลจากนายจ้างยามที่แรงงานป่วยไข้ การตัดขาดจากโลกภายนอกและต้องทำงานอยู่ในป่าลึก ไม่สามารถออกไปไหนได้ไกล การถูกข่มขู่ด้วยวาจา เหตุผลทั้งหมดรวมกันคงเพียงพอที่จะทำให้ชาวนาไทยผู้ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ตัดสินใจ “หนีออกจากไร่ยาสูบ”

ก่อนจะมาเป็นโครงการไฟฉาย

ในปี 2549 กองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งยังเป็นปีที่กองทุนฯ พิจารณาให้ทุนเฉพาะสื่อมวลชนเท่านั้น ได้มอบรางวัลให้แก่ 6 ผลงานด้วยกัน ได้แก่

  1. ศุภรา จันทร์ชิดฟ้า ผู้สร้างสรรค์สื่อสิ่งพิมพ์ยอดเยี่ยม เจ้าของผลงาน “บันทึกของนักข่าว : สิ่งที่เห็นและเป็นไปใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งนำเสนอผ่านทางนิตยสารสารคดี
  2. ธีรยุทธ บุญแผ่ผล ผู้สร้างสรรค์สื่อออนไลน์ยอดเยี่ยม เจ้าของผลงาน “เมื่อรัฐทำให้คนไทยไร้สัญชาติ” ซึ่งนำเสนอผ่านทางสำนักข่าวไทย อสมท.
  3. กนกวรรณ บุญประเสริฐ, วราพงษ์ ป่านแก้ว, ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม, วราภรณ์ ผูกพัน, อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงษ์, ธนพล บางยี่ขัน, โยธิน อยู่จงดี, วันเพ็ญ พุทธานนท์, บงกชรัตน์ สร้อยทอง, ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ, เปรมวดี ปานทอง, ธีรวุฒิ สถิตภัทรกุล, ผู้สร้างสรรค์สื่อสิ่งพิมพ์ เจ้าของผลงาน “การละเมิดสิทธิที่ดินสึนามิ” ซึ่งเป็นผลงานในด้านสิทธิมนุษยชน ที่นำเสนอผ่านหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
  4. นิพนธ์ ตั้งแสงประทีป ผู้สร้างสรรค์สื่อโทรทัศน์ เจ้าของผลงาน “การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม” ซึ่งเป็นผลงานในด้านสิทธิมนุษยชน ที่นำเสนอผ่านทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์
  5. สุรชา บุญเปี่ยม ผู้สร้างสรรค์สื่อโทรทัศน์ เจ้าของผลงาน “สิทธิมนุษยชนต่อคนไร้รัฐ กรณีชาวมอญพลัดถิ่นบ้านวังกะ” ซึ่งเป็นผลงานในด้านสิทธิมนุษยชนที่นำเสนอผ่านทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์
  6. สำนักข่าวประชาธรรม ในฐานะสื่อออนไลน์ ซึ่งมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานในด้านสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่อง