“บุญยืน สุขใหม่” นักสิทธิแรงงาน คว้ารางวัลสมชาย นีละไพจิตร 2557

(จากซ้ายไปขวา) ศิโรนี โต๊ะสัน, เยาวลักษ์ อนุพันธุ์, สิทธิพล ชูประจง,
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, บุญยืน สุขใหม่, และ จอน อึ๊งภรกรณ์

12 มีนาคม 2557 เนื่องในโอกาส 10 ปีการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร กองทุนสมชาย นีละไพจิตร จัดงานมอบรางวัลผู้มีผลงานสิทธิมนุษยชนน่ายกย่อง ประจำปี ๒๕๕๗ และรางวัลวิทยานิพนธ์ด้านสิทธิมนุษยชนดีเด่น มอบรางวัลโดย ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมืองและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บุญยืน สุขใหม่ รับรางวัลสมชาย นีละไพจิตร 2557

ประเภทบุคคล/ชุมชน/กลุ่มบุคคล/องค์กร ผู้ได้รับรางวัลสมชาย นีละไพจิตร ปี 2557 ได้แก่คุณบุญยืน สุขใหม่ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงาน ซึ่้งเป็นแรงงานเต็มเวลาในอุตสาหกรรมรถยนตร์ นอกเวลาเคลื่อนไหวและให้คำปรึกษาด้านสิทธิแรงงานแก่เพื่อนผู้ใช้แรงงาน โดยเปิดบ้านของตัวเองเป็นสถานที่ให้คำปรึกษาหลังเลิกงงานจนถึงหนึ่งทุ่มของทุกวัน

เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ รับรางวัลนักสิทธิมนุษยชนมีผลงานน่ายกย่อง 2557
สิทธิพล ชูประจง ตัวแทนศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา รับรางวัล องค์กรณ์ซึ่งมีผลงานด้านสิทธิมนุษยชนน่ายกย่อง 2557

ส่วนผู้ได้รับรางวัลสิทธิมนุษยชนน่ายกย่อง มี 1 คน คือ คุณเยาวลักษณ์ อนุพันธุ์ ทนายความสิทธิมนุษยชนที่ช่วยเหลือคดีสิทธิผู้หญิง คดีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คดีสิทธิชุมชน คดีผู้ลี้ภัย และคดีนักโทษทางการเมือง และอีก 1 องค์กร คือ ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา

ศิโรนี โต๊ะสัน รับรางวัลงานวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนดีเด่น 2557

ประเภทงานวิจัยทางวิชาการ ผู้ได้รับรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนดีเด่น คือ วิทยานิพนธ์เรื่อง “การสร้างความรู้โดยชุมชนในบริบทการเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่ายหินกรณีศึกษาชุมชนบ้านตะเคียนดำ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช” โดย คุณศิโรนี โต๊ะสัน มหาบัณฑิตสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศิโรนี โต๊ะสัน

ศิโรนี โต๊ะสัน กล่าวว่า วิทยานิพนธ์เล่มนี้ ใช้เวลาทำสองปี เมื่อทำงานวิจัยเสร็จชาวบ้านสะท้อนออกมาว่าชาวบ้านเองก็เป็นนักวิจัยด้วย เพราะสามารถช่วยกันสร้างความรู้ใหม่ๆ ต่อไปได้ งานวิจัยชิ้นนี้ทำให้ชาวบ้านรวมทั้งเด็กเห็นว่าพวกเขามีสิทธิที่จะค้นคว้าหาความรู้จากในชุมชนได้ด้วยตัวเอง ขณะนี้นักวิจัยส่วนใหญ่ไม่ทำให้ชุมชนรู้สึกว่าตัวเองมีศักดิ์ศรีและมีความรู้ เพียงแต่เอาตัวเองไปหาข้อมูลวิชาการของตัวเองเท่านั้น งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ง่ายเพราะเป็นประเด็นที่ร้อนและขัดแย้ง กว่าชาวบ้านจะเชื่อใจและเข้ามามีส่วนร่วมได้ก็ต้องใช้เวลานาน

บุญยืน สุขใหม่

บุญยืน สุขใหม่ กล่าวว่า ปัญหาทุนละเมิดสิทธิแรงงานเป็นปัญหามาอย่างยาวนาน ใครจะตั้งสหภาพแรงงานเพื่อเรียกร้องสวัสดิภาพก็จะถูกทำให้ไม่สามารถอยู่ในโรงงานนั้นได้ ปัญหาการจ้างงานแบบเหมาค่าแรงก็มีกฎหมายเขียนมาแก้ปัญหาแต่ไม่ได้รับการปฏิบัติ ถ้าลูกจ้างไปฟ้องนายจ้างก็มีโอกาสถูกเลิกจ้างสูง เมื่อมีการรวมกลุ่มกันเป็นสหภาพแรงงาน ออกมาชุมนุมนัดหยุดงานก็มักจะถูกสังคมตีตราว่าสร้างความวุ่นวาย ถ้าชุมนุมหน้าโรงงานก็จะถูกดำเนินคดีอาญาฐานบุกรุก ต้องหาเงินประกันตัว 100,000 บาทซึ่งลำบากมากสำหรับคนงาน ทั้งที่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย

บุญยืน กล่าวว่า ปัจจุบันคนงานมีความรู้เรื่องกฎหมายแรงงานน้อยมาก กฎหมายที่เกี่ยวข้องที่สำคัญมีถึง 11 ฉบับ เป็นเรื่องซับซ้อนมากกว่าคนงานจะเข้าใจสิทธิที่มีและเรียกร้องสิทธิของตัวเองได้ กระบวนการหรือกลไกของรัฐที่จะช่วยเหลือคนงานก็มีอุปสรรค เจ้าหน้าที่ก็มักด่าคนงานเพราะเห็นว่าไม่มีความรู้ ทนายคิดค่าคำฟ้องเท่ากับเงินเดือนคนงานหนึ่งเดือน และถ้าหากชนะคดี ก็จะคิดค่าใช้จ่ายอีก 20 เปอร์เซ็นต์

บุญยืน เล่าถึงการทำงานของตัวเองว่า เราก็เพิ่งเรียนจบนิติศาสตร์ ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ แต่ก็เอาประสบการณ์ตัวเองบวกกับการศึกษาหาความรู้มาทำคดีให้คนงาน ปีที่แล้วช่วยเหลือคนงานมาประมาณ 400 คดี ทั้งที่ปีนึงก็มี 365 วัน รู้สึกว่าเราทำงานเยอะเหลือเกิน แต่ก็ต้องทำเพราะไม่ค่อยมีใครมาทำงานตรงนี้ ทำงานจนมีปัญหาสุขภาพบางครั้งก็ท้อเหมือนกัน ตนเองก็เคยถูกลอบทำร้ายหลายครั้งแต่รอดมาได้ แม้พื้นที่ภาคตะวันออกจะมีอิทธิพลอันตรามาก แต่ก็มองว่ายุคนี้ยังดีกว่ายุครสช.ที่มีทหารถือปืนล้อมอยู่ตลอดเวลา

บุญยืน เล่าด้วยว่า ช่วงนี้สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ผู้ประกอบการหลายแห่งเริ่มให้หยุดงานชั่วคราวแล้วจ่ายค่าตอบแทนบางส่วน เราก็พยายามเปิดหน้าสื่อให้สื่อรายงานข่าวแรงงานบ้าง แต่ก็ไม่มีเลย ตอนหลังก็เลยต้องหัดเขียนข่าวเองด้วย

“ทุกคนก็เป็นคนเหมือนกัน ไม่ว่านายจ้าง แรงงานเหมาค่าแรง หรือเจ้าหน้าที่ ควรจะได้รับสิทธิเหมือนๆ กัน” บุญยืนกล่าว

บุญยืน เล่าปัญหาด้วยว่า กฎหมายแรงงานที่ออกมาแต่ละฉบับไม่เป็นประโยชน์กับคนงาน ยังไม่เคยเห็นนายจ้างที่ละเมิดสิทธิแรงงานติดคุกตามที่กฎหมายเขียนไว้ มีแค่เปรียบเทียบปรับแล้วจบไป นายจ้างจึงกล้าละเมิดกฎหมายตลอด หากไม่พอใจอะไรก็เลิกจ้างไว้ก่อนแล้วให้ลูกจ้างแบกภาระไปสู้ต่อที่ศาล

สิทธิพล ชูประจง

สิทธิพล ชูประจง เจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า ศูนย์ข้อมูลคนหายฯ เริ่มจากจุดเล็กๆ คือ อีเมล์ฉบับหนึ่งจากคนชนเผ่าซึ่งแจ้งมาว่าลูกของเขาหายไป เจ้าหน้าที่จึงไปค้นคว้าดูกลไกการปฏิบัติงานของภาครัฐในการติดตามหาคนหาย เราพบว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่เลย

สิบกว่าปีที่ทำงานมา พบว่าสาเหตุของคนหายมีสาเหตุหลักหลายสาเหตุ มีกรณีที่ประสงค์จะออกจากบ้านเอง เช่น ทะเลาะกับพ่อแม่ วัยรุ่นติดเพื่อน มีกรณีเด็กถูกลักพาตัวไปขอทาน ซึ่งยังไม่พบกรณีเป็นกลุ่มแก๊งค์มากนัก มีกรณีคนหายเพราะมีอาการทางจิตหรือสมองเสื่อม ปัจจุบันกลไกของภาครัฐไม่ทำงานให้เท่าทันกับสถานการณ์ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะค้นหาคนหาย เช่น ตำรวจไม่รับแจ้งความถ้าหายไม่ครบ 48 ชั่วโมง ระบบข้อมูลคนหายของภาครัฐกระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกัน ทางมูลนิธิกระจกเงาจึงอยากเรียกร้องให้มีศูนย์เป็นหน่วยกลางของรัฐที่จะรวบรวมข้อมูลคนหายจากหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นระบบ

เยาวลักษ์ อนุพันธุ์

เยาวลักษณ์ อนุพันธุ์ กล่าวว่า จากประสบการณ์เป็นทนายความมา 20 ปี พบว่า ประเด็นสิทธิมนุษยชนจะโยงอยู่กับคนด้อยโอกาส พบว่าปัญหาใหญ่คือเรื่องอคติของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม บางคดีพอรู้ว่าไปขึ้นบัลลังก์ไหนก็รู้ผลเลย เมื่อไปทำคดีเกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัย ก็จะพบปัญหาทัศนคติ ต้องถูกเจ้าหน้าที่ถามว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า ศาลก็จะอ้างเรื่องนอกสำนวน เช่น ศาลถามว่าผู้ลี้ภัยเผาธงชาติไทยหรือไม่

“กฎหมายบ้านเราไม่มีน้ำใจ กฎหมายบัญญัติออกมาโดยขาดมิติสังคมศาสตร์โดยสิ้นเชิง ตัวผู้พิพากษาหรืออัยการเองก็เหมือนถูกขังอยู่ด้วยตัวบทกฎหมาย” เยาวลักษณ์ กล่าว

เยาวลักษณ์ เล่าต่อว่า คดีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นอคติของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะเป็นคดีความมั่นคง เจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจทำอะไรก็ชอบธรรม คดีมาตรา 112 ก็เป็นปัญหาทัศนคติในกระบวนการยุติธรรมเช่นกัน ตั้งแต่ทำคดีมา 20 ปี พบว่าคดีมาตรา 112 เป็นอะไรที่น่ากลัวที่สุด ในประเด็นอื่นเรายังสามารถถกเถียงในเรื่องสิทธิได้ แต่คดีมาตรา 112 เรารู้สึกว่าใครก็จะตกเป็นจำเลยได้เสมอ แม้แต่พยานที่มาให้การก็รู้สึกว่าพูดไม่ได้ รู้สึกว่าสำหรับคนไทยแม้แต่จะคิดก็ไม่ได้ คดีล่าสุดศาลไม่ให้คัดถ่ายบันทึกคำเบิกความ บรรยากาศมีความรู้สึกน่าสะพรึงกลัว

เยาวลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ตอนนี้สนุกกับอาชีพทนายความที่ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต้องอ่านหนังสือค้นคว้าใหม่ๆ อยู่ตลอด จึงยังไม่ได้คิดเรื่องความกลัว เราเชื่อมาตลอดว่าสุจริตใจเป็นเกราะป้องกันตน จึงยังไม่ห่วงว่าใครจะมาฆ่าเรา แม้จะมีการขู่มา แต่ก็เชื่อว่าถ้าคนจะทำจริงก็คงไม่ขู่หรอก ตอนนี้อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐมีความกล้าที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานของกฎหมายอย่างน้อยที่สุดคือให้ประกันตัวในคดีมาตรา 112 ที่เป็นแค่เรื่องความคิดเห็น

รายงานข่าวนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ ประชาไท

Tags: , , , ,



Comments are closed.