Statement from Sombath Somphone’s wife ถ้อยแถลงจากภรรยาสมบัด สมพอน

Statement to the Panel on Human Rights in ASEAN: Lessons Learned from the Disappearance of Sombath Somphone and Somchai Neelaphaijit

27 March 2013

Ng Shui Meng

Wife of Sombath Somphone

Two days ago, March 25, marks the 100 days of Sombath’s disappearance.  These 100 days are the longest, and most agonizing 100 days in my life.  At this point I can only hang on to the hope that Sombath will still come home.

To Khun Angkhana Neelaphaijit, I send you my deepest sympathy as well as my greatest respect for your strength, courage, and perseverance in your campaign for justice for Khun Somchai. I draw inspiration from your courage and your determination to confront the injustice that you and your family have endured over the last nine years.

Sombath disappeared on 15 December 2012 with closed circuit TV footage showing that he was last seen stopped by the police at a police post; the jeep he was driving at the time was seen being driven away by an unknown person, and then he was taken away in a white truck.  All this took place right under the eyes of the police.  The official Lao Government statement said the police only stopped Sombath for routine checks of vehicle documents, and after that they did not know what had happened or who had taken him away.  The government statement also alleged that Sombath could have been kidnapped for reasons of personal or business conflict.  Be that as it may, for me, it is still the state’s responsibility to track down the perpetrators who have committed the act and find Sombath and return him safely to me and my family.

After more than 100 days, the state authorities still have not found Sombath.  They have also not found his jeep, or identified the person who drove away Sombath’s jeep, or the owner of the white truck and the people who took Sombath away. Laos is well-known for having very efficient and comprehensive public security networks and surveillance systems that extend down to every village.  These systems can track the comings and goings of every individual. But the Lao Government’s official statements repeatedly said that the police have done everything they can to find Sombath, but to no avail.  In face of such reassurances, I have little choice but to continue to place my trust in the efficiency of the state security apparatus to find and return Sombath safely.

After Sombath’s disappearance, I came to realize that disappearances are fairly common occurrences across the countries in our region. Very often such disappearances are not perpetrated by criminal elements, but are actually deliberately used as a tool of the state, or branches within the state,to intimidate or silent its citizens who are deemed to be troublesome either because of their beliefs or because of their activities against injustice, or on behalf of the poor or the oppressed.   Such implicit or explicit use of disappearance as an instrument of terroris a violation of human rights. Yet in every one of our countries, our governments have acceded to numerous international human rights conventions, and have also established legal systemsthat purportedly uphold the rule of law and protect the life and liberty of its citizenry.

Just November last year, all member countries of ASEAN, including Laos and Thailand, have adopted the ASEAN Human Rights Charter, and established the ASEAN Inter-governmental Commission for Human Rights (AICHR) as the overarching institution responsible for the promotion and protection of Human Rights in ASEAN.  It was only after Sombath’s disappearance that I understand how toothless these regional and international human rights instruments and institutions are, and how emptyare the states’ claims of respect of rights, and the rule of law and due processes.  I also now come to realize how helpless individual citizens can be and how few recourses they have to seek for justice.

The event of Sombath’s disappearance has however taught me to understand that as individuals and as citizens we should not and cannot ignore such violations, or brush them aside as incidences that occasionally happen to some unfortunate individuals. We need to acknowledge that involuntarily disappearances are crimes and violations against human rights.  They are acts of impunity and are an affront to the rule of law.  I am not sure whether I or other families who suffer such disappearances of their loved ones will ever see justice, but I can still take some comfort that the disappearance of Sombath and Somchai are highlighted for discussion today.  By so doing, you are reminding the world that we will not allow Sombath and Somchai or other victims of involuntary disappearances to vanish from our collective consciousness, and hold up a light of hope that such impunities can and will be halted in the future.  I thank you for organizing this event and I wish you all success.

แถลงการณ์ในเวทีเสวนาเรื่องสิทธิมนุษยชนในอาเซียน:

กรณีศึกษา การสูญหายของ สมบัด สมพอน และ สมชาย นีละไพจิตร

27 มีนาคม 2556

อึ้ง ชุย เม็ง

ภรรยาของ สมบัด สมพอน

เมื่อสองวันที่แล้ว วันที่ 25 มีนาคม เป็นวันครบรอบ 100 วันของการหายตัวไปของสมบัด 100 วันที่ผ่านมาเป็น 100 วันที่ยาวนานและทนทุกข์ทรมานที่สุดในชีวิตของดิฉัน ณ จุดนี้ ดิฉันคงทำได้แต่หวังว่าสมบัดจะได้กลับบ้าน

ถึงคุณอังคณา นีละไพจิตร ดิฉันขอแสดงความเห็นใจอย่างสุดซึ้งและความเคารพอย่างสูงสำหรับความเข้มเเข็งความกล้าหาญและความอุตสาหะของคุณในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมสำหรับทนายสมชาย ดิฉันได้รับแรงบันดาลใจมาจากความกล้าหาญและความแน่วแน่ของคุณในการเผชิญหน้าความอยุติธรรมที่คุณและครอบครัวต้องประสบตลอดเก้าปีที่ผ่านมา

สมบัดหายตัวไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2555 โดยภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่า ก่อนเขาหายตัวไป มีตำรวจหยุดให้เขาจอดที่ป้อมตำรวจ มีคนขับรถจี๊บสีขาวของเขาออกไป จากนั้นสมบัดถูกนำตัวไปในรถกระบะสีขาว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้การรู้เห็นของตำรวจทั้งสิ้น

แถลงการณ์ของรัฐบาลลาวกล่าวว่าตำรวจหยุดสมบัดเพื่อตรวจเอกสารใบขับขี่ตามปรกติ และหลังจากนั้นก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ว่าใครเอาตัวสมบัดไป แถลงการณ์ของรัฐบาลยังระบุว่าสมบัดอาจถูกลักพาตัวไปด้วยสาเหตุความขัดแย้งส่วนตัวหรือทางธุรกิจ  แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สำหรับดิฉันมันเป็นความรับผิดชอบของรัฐที่จะต้องหาตัวผู้กระทำผิด หาตัวสมบัด และนำตัวเขากลับคืนมาให้ดิฉันและครอบครัวอย่างปลอดภัย

ร้อยกว่าวันหลังจากเหตุการณ์นั้นเจ้าหน้าที่รัฐก็ยังหาตัวสมบัดไม่เจอ ยังหารถจี๊บของเขาไม่เจอ ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่ขับรถจี๊บของเขาออกไป หรือเจ้าของกระบะสีขาวคันนั้น หรือคนที่เอาตัวเขาไป ลาวได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเครือข่ายความมั่นคงสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุม รวมถึงระบบสอดส่องที่ครอบคลุมไปจนถึงระดับหมู่บ้าน ระบบเหล่านี้สามารถตามรอยการเข้าออกของทุกคนได้ แต่แถลงการณ์ของรัฐบาลลาวกล่าวย้ำว่าตำรวจได้ทำทุกวิถีทางที่จะหาตัวสมบัด แต่ก็ไม่บังเกิดผล เมื่อได้รับการยืนยันเช่นนี้ ดิฉันก็คงไม่เหลือทางเลือกอื่นมากนอกจากยังคงความไว้วางใจในกลไกความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพของรัฐในการหาตัวสมบัดและนำตัวเขากลับคืนมา

หลังจากสมบัดหายตัวไป ดิฉันก็ได้รู้ว่าการหายตัวของบุคคลเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างปรกติสำหรับประเทศในภูมิภาคของเรา บ่อยครั้งที่การหายตัวไปเช่นนี้มิได้เกิดจากกลุ่มอาชญากรรมแต่เกิดจากการจงใจกระทำของรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อข่มขู่หรือปิดปากพลเมืองที่ถูกมองว่าเป็นตัวปัญหา เพราะความเชื่อของเขาหรือเพราะกิจกรรมที่พวกเขาทำต่อต้านความอยุติธรรมหรือเป็นการทำเพื่อคนยากจนและคนที่ถูกกดขี่

การทำให้บุคคลสูญหายในฐานะเครื่องมือที่สร้างความหวาดกลัว เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่กระนั้น ในทุกประเทศของพวกเรา รัฐบาลก็ได้ลงนามในอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนหลายฉบับ และได้สร้างระบบกฎหมายที่ยึดตามหลักนิติธรรม และพิทักษ์ชีวิตและเสรีภาพของพลเมือง

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนี่เองสมาชิกทุกประเทศของอาเซียนรวมถึงลาวและไทยได้รับรองปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน และร่วมก่อตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เป็นสถาบันหลักที่ส่งเสริมและพิทักษ์สิทธิมนุษยชนในอาเซียน แต่การหายตัวไปของสมบัด ทำให้ดิฉันได้เข้าใจว่ากลไกและสถาบันด้านสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศไม่มีผลบังคับใช้ และคำกล่าวอ้างของรัฐเรื่องการเคารพสิทธิ หลักนิติรัฐและกระบวนการยุติธรรมว่างเปล่าเพียงใด ดิฉันยังได้เข้าใจอีกว่าพลเมืองปัจเจกจะรู้สึกสิ้นหวังแค่ไหน และพวกเขามีทรัพยากรน้อยนิดเพียงใดเพื่อทวงถามความยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การหายตัวไปของสมบัดทำให้ดิฉันเข้าใจว่าในฐานะปัจเจก และในฐานะพลเมือง เราไม่ควร และไม่สามารถละเลยการละเมิดสิทธิดังกล่าว หรือไม่ใส่ใจและคิดว่าเป็นเพียงเรื่องโชคร้ายของใครบางคนเท่านั้น เราต้องยอมรับว่าการสูญหายโดยไม่สมัครใจเป็นอาชญากรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน มันเป็นการกระทำที่ไม่ถูกลงโทษ และเป็นการปรามาสต่อหลักนิติรัฐ

ดิฉันไม่แน่ใจว่าตนเอง หรือครอบครัวอื่นๆ ที่ประสบกับการหายตัวไปของคนที่รัก จะได้รับความยุติธรรมหรือไม่ แต่ดิฉันก็ได้รับความสบายใจบ้างที่ได้เห็นว่าการหายตัวไปของสมบัดและสมชายเป็นประเด็นหลักของการเสวนาในวันนี้ การทำเช่นนี้ ย้ำเตือนให้โลกรับรู้ว่าเราจะไม่ยอมให้สมบัดและสมชาย หรือเหยื่อคนอื่นๆ ของการสูญหายโดยไม่สมัครใจเลือนหายไปจากจิตสำนึกร่วมของพวกเรา และยังคงมีหวังว่าการกระทำที่ไม่ต้องรับผิดจะยุติลงในอนาคต ดิฉันขอขอบคุณที่จัดงานนี้ขึ้นมา และขอให้ประสบกับความสำเร็จ



One Response to “Statement from Sombath Somphone’s wife ถ้อยแถลงจากภรรยาสมบัด สมพอน”

  1. [...] รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อ่านแถลงการณ์จากคุณชุย เม็ง (Shi-Meng Ng) ภรรยาข… ตอนหนึ่งในถ้อยแถลงระบุว่า [...]

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.