กรณีอุ้มหายสมบัด – สมชาย บทเรียนที่เหมือนกัน บทบาทของคนธรรมดา

อังคณา นีละไพจิตร ย้ำสมชายเป็นแค่คนธรรมดาไม่ใช่วีรบุรุษ ไม่รู้ชั่วชีวิตจะได้เห็นความยุติธรรมหรือเปล่า เพื่อนสมบัด ชี้ สมบัดหายไปไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูรับกระแสอิทธิพลอาเซียน

จากซ้าย: วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ, อังคณา นีละไพจิตร และ ประทับจิต นีละไพจิตร

[กรุงเทพ -- 26 มีนาคม 2556] นับตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2555 ที่สมบัด สมพอน นักพัฒนาสังคมชาวลาวหายตัวไป ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่ามีตำรวจเรียกให้เขาจอดรถ และมีคนขับรถจี๊บสีขาวพาตัวเขาไป ถึงเดือนมีนาคม 2556 เป็นเวลา 100 วัน และนับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2547 ที่สมชาย นีละไพจิตร นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของไทยหายตัวไป ถึงเดือนมีนาคม 2556 เป็นเวลา 9 ปี

กองทุนรางวัลสมชายนีละไพจิตร ร่วมกับมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกันจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “สิทธิมนุษยชนในประชาคมอาเซียน กรณีศึกษาการสูญหายของสมบัด สมพอน และสมชาย นีละไพจิตร” ที่ห้อง 322 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2556

เวทีเสวนาเริ่มต้นด้วย รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อ่านแถลงการณ์จากคุณชุย เม็ง (Shi-Meng Ng) ภรรยาของสมบัด สมพอน ตอนหนึ่งในถ้อยแถลงระบุว่า เหตุการณ์การหายตัวไปของอ้ายสมบัดทำให้ดิฉันเข้าใจว่าในฐานะปัจเจก และในฐานะพลเมือง เราไม่ควร และไม่สามารถละเลยการละเมิดสิทธิดังกล่าว หรือไม่ใส่ใจและคิดว่าเป็นเพียงเรื่องโชคร้ายของใครบางคนเท่านั้น เราต้องยอมรับว่าการสูญหายโดยไม่สมัครใจเป็นอาชญากรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน มันเป็นการกระทำที่ไม่ถูกลงโทษ และเป็นการปรามาสต่อหลักนิติรัฐ

รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์

“การทำเช่นนี้ ย้ำเตือนให้โลกรับรู้ว่าเราจะไม่ยอมให้สมบัดและสมชาย หรือเหยื่อคนอื่นๆ ของการสูญหายโดยไม่สมัครใจเลือนหายไปจากจิตสำนึกร่วมของพวกเราและยังคงมีหวังว่าการกระทำที่ไม่ต้องรับผิดจะยุติลงในอนาคต” แถลงการกล่าวถึงการจัดกิจกรรมวันนี้

อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ภรรยาของสมชาย นีละไพจิตร เล่าว่า รายงานการบังคับให้บุคคลสูญหายของสหประชาชาติ ระบุว่า ในสปป.ลาวมีกรณีบังคับให้สูญหายหนึ่งกรณี ซึ่งไม่ใช่กรณีของสมบัด พม่ามีสองกรณี อินโดนีเซียมี 162 กรณี ขณะที่ภาคประชาชนเชื่อว่าน่าจะมีมากกว่า 10,000 กรณี ในเวียดนามมีหนึ่งกรณี ประเทศไทย มี 71 กรณี กัมพูชา มาเลเซีย บรูไน ไม่มีรายงาน คณะทำงานการบังคับให้บุคคลสูญหายของสหประชาชาติเห็นว่าข้อมูลที่รัฐบาลไทยชี้แจงไม่เพียงพอ คณะทำงานจึงแสดงเจตจำนงที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเทศไทย หลายครั้งแต่รัฐบาลไทยปฏิเสธ

อังคณา กล่าวว่า กรณีของสมชาย นีละไพจิตร เป็นกรณีบังคับให้สูญหายรายแรกของประเทศไทยที่นำคดีความขึ้นสู่ศาลได้ เพราะผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจคดีจึงถูกแทรกแซง หลักฐานสูญหาย พยานหลายคนถูกคุกคาม รัฐบาลดูไม่จริงใจที่จะเยียวยาครอบครัวของผู้เสียหาย ในขณะที่เรายึดมั่นนิติรัฐ แต่กฎหมายไม่เคยเอาผิดกับผู้กระทำผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐได้ เชื่อว่าถ้านายกฯยิ่งลักษณ์ไปถามเรื่องสมบัดกับรัฐบาลลาว ก็คงถูกถามกลับว่าแล้วกรณีสมชาย เป็นอย่างไร

“คุณซุย เม็ง อาจจะเพิ่งเริ่มต้นมา 100 วันของการหายตัว แต่กรณีคุณสมชาย เกือบจะ 10 ปี ซึ่งก็ไม่รู้ว่าชั่วชีวิตจะได้เห็นหรือเปล่า กรณีการบังคับให้สูญหาย ของสมชาย นีละไพจิตร อาจเป็นแค่โศกนาฏกรรมส่วนตัว ที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ รัฐบาลอาจจะตอบว่าได้เงินไปแล้วจะเอาอะไรอีก แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับสมชายก็ตาม ดิฉันเชื่อว่าเขาจะไม่เสียใจ และละทิ้งอุดมการณ์ที่เขามีมาตลอดชีวิต เขาจะภูมิใจในหน้าที่ของมนุษย์คนหนึ่งที่เขาทำมาตลอด สมชาย นีละไพจิตรไม่ใช่วีรบุรุษ เขาเป็นแค่คนสามัญที่เชื่อมั่นในความยุติธรรมว่าจะเกิดขึ้นได้” อังคณา กล่าว

วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาในลุ่มน้ำโขง ผู้เคยร่วมงานกับสมบัด กล่าวว่า สมบัด สมพอน เป็นนักพัฒนา ที่ทำเรื่องการศึกษา เน้นเรื่องความสุขมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ได้ทำงานประเด็นท้าทายที่ต้องออกไปประท้วงรัฐ แต่ก็เป็นนักพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในสังคมลาว ได้รับรางวัลแมกไซไซ เป็นสัญลักษณ์ของผู้นำภาคประชาสังคมในระดับหนึ่ง

วิฑูรย์ เล่าว่า ทุกวันนี้ลาวตัดสินใจจะเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย ขายทรัพยากรให้ทุนต่างชาติ เช่น ไฟฟ้า ตัวเลขที่เป็นทางการแสดงว่าจะมีการสร้างเขื่อนในลาวอย่างน้อย 74 เขื่อน โครงการเหล่านี้เป็นเรื่องของทุนเป็นแสนล้าน ทำให้คนจำนวนมากถูกผลกระทบ ต้องย้ายบ้านเพราะการสร้างเขื่อน สูญเสียอาชีพ โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อย

วิฑูรย์ กล่าวว่า ความเห็นของตนฟันธงได้ว่า การหายตัวของสมบัด ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว คงเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โดยรวม กรณีนี้เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ดูเหมือนว่าอิทธิพลทั้งหลายในภูมิภาคทำให้ภาคประชาสังคมของลาวกำลังเปิดหูเปิดตาไปสู่การตั้งคำถามและการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งผู้มีอำนาจในลาวไม่พึงปรารถนา สมบัดเป็นแค่ตัวแสดงที่เข้าไปอยู่ในนั้น ขณะนี้ความสนใจของประชาคมโลกกำลังจับตาไปที่ลาว การที่รัฐบาลลาวปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงทำให้เราไม่รู้ว่าจะนำไปสู่อะไร สมบัดยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และอยู่อย่างไร

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเราพอสมควร ในฐานะที่ทำงานอยู่ในประเด็นนี้ ผมคิดว่าไม่มีหนทางอื่นนอกจากเราจะต้องสู้ไปด้วยกัน ถ้าเรากลัวแล้วถอยคนอื่นก็จะเป็นเหยื่อแทนที่ไป” วิฑูรย์กล่าว

อังคณา เล่าด้วยว่า หลังสมชาย หายตัวไป เพื่อนทนายความหลายคนต้องหลบไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน และหลายคนถามว่าแน่ใจหรือเปล่าที่จะสู้กับตำรวจ เพราะฉะนั้นคำว่าเชือดไก่ให้ลิงดูนั้นมีผลจริงๆ ถ้าเราเป็นคนธรรมดาไม่มีอำนาจต่อรองนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าถึงความยุติธรรม

ประทับจิตร นีละไพจิตร ผู้ดำเนินรายการ กล่าวด้วยว่า กรณีของสมบัด และสมชาย เหมือนกันคือทั้งสองคนเป็นแค่คนธรรมดาๆ ทั้งสองคนทำงานด้านความคิดโดยเฉพาะกับกลุ่มเยาวชน มากกว่าการออกมาแอ๊คชั่น ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้กับเรื่องที่หนักหนาสาหัสไม่สามารถทำได้ด้วยเพียงลำพังใครคนใดคนหนึ่ง และเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นกับเราคนใดคนหนึ่งเมื่อไรก็ได้



Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.