แนวคิดการจัดงาน “สิทธิมนุษยชนในอาเซียน: กรณีศึกษา การสูญหายของ สมบัด สมพอน และ สมชาย นีละไพจิตร”

ที่มาและแนวคิดของ เวทีเสวนา หัวข้อ สิทธิมนุษยชนในอาเซียน: กรณีศึกษา การสูญหายของ สมบัด สมพอน และ สมชาย นีละไพจิตรในวันพุธที่ 27 มีนาคม 2556 เวลา 09.30 12.00 น. ณ ห้อง 322 ชั้น 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

15 ธันวาคม 2555 สมบัด สมพอน นักพัฒนาอาวุโสชาวลาว เจ้าของรางวัลเกียรติยศรามอน แมกไซไซด้านบริการสังคมปี 2548 ถูกลักพาตัวโดยบุคคลกลุ่มหนึ่งหลังจากที่เขาถูกเรียกให้จอดรถโดยตำรวจจราจรบนถนนท่าเดื่อของนครหลวงเวียงจันทน์ สมบัดเป็นผู้มีบทบาทในฐานะหนึ่งในตัวแทนที่สำคัญของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวยุคใหม่ ที่กำลังแสดงความพร้อมในการเข้าร่วมกับสังคมโลกอย่างทัดเทียมกับนานาประเทศ และเป็นผู้อุทิศตัวทำงานด้านการพัฒนาและการศึกษาแบบองค์รวมมากว่าสามทศวรรษ รวมทั้งเป็นผู้นำแนวคิด “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” มาสู่สังคมลาว การลักพาตัวสมบัด สมพอนได้เกิดแรงกระเพื่อมที่รุนแรงขึ้นทั้งในกลุ่มเพื่อน มิตรสหาย ผู้ร่วมงาน รวมทั้งบุคคลากรและสถาบันในภาครัฐ ภาคประชาสังคมและในกลุ่มประชาชน ทั้งในสปป.ลาว รวมถึงเพื่อนบ้านในอาเซียน และประชาคมนานาชาติ โดยมีการเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้รัฐบาลลาวสอบสวนและเปิดเผยข้อมูลในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด ซึ่งจนปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดทราบชะตากรรมของสมบัด สมพอน

12 มีนาคม 2547 ภายใต้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร สมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนที่ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มากว่า 20 ปี ถูกลักพาตัว และถูกบังคับให้ให้สูญหาย จากข้อมูลที่เปิดเผยในศาล สมชาย นีละไพจิตร ถูกลักพาตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามกลุ่มหนึ่ง เนื่องจากสมชายได้เปิดเผยและทำการร้องเรียนเรื่องการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อม ทรมานผู้ต้องหาคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีกักขังหน่วงเหนี่ยวโดยการลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย ต่อมาศาลอุทธรณ์ยกฟ้องจำเลยซึ่งเป็นตำรวจทั้ง 5 คน ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ในขณะที่คดีฆาตกรรมและทำลายศพสมชายกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเป็นคดีพิเศษ แต่เก้าปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันไม่ปรากฏความก้าวหน้าในทางคดี และดูเหมือนกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่มีความเต็มใจในการคลี่คลายคดี และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่และเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

ทั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศไทยต่างได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ เพื่อแสดงเจตจำนงในการยุติการบังคับให้บุคคลสูญหายในประเทศของตน แต่เหตุการณ์การสูญหายของสมบัด สมพอน และสมชาย นีละไพจิตร แสดงถึงความล้มเหลวจากการคุ้มครองและเคารพสิทธิเสรีภาพของบุคคล ในขณะเดียวกันการสูญหายของทั้งสมบัด และสมชายนำมาซึ่งข้อเรียกร้องให้มีการทบทวนในประเด็นสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนในประชาคมอาเซียน ว่าแท้ที่จริงแล้วประชาคมอาเซียนที่กำลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจ ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการลงทุนและการแลกเปลี่ยนสินค้า แต่มิได้ให้ความสำคัญกับคุณค่าของประชาชนคนเล็กคนน้อย ที่ยังไร้สิทธิไร้เสียง ขาดการมีส่วนร่วมและไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าทีรัฐ  การเสวนาครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้มีอำนาจในภูมิภาคอาเซียนว่า การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน และกฎบัตรอาเซียนจะไม่มีความหมายอะไรเลย หากผู้คนในอาเซียนยังคงถูกข่มเหงรังแก ถูกละเมิดสิทธิ และขาดการเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และอาเซียนยังคงขาดหลักธรรมาภิบาล ละเลยเพิกเฉยต่อหลักนิติธรรม และปล่อยให้วัฒนธรรมผู้กระทำผิดลอยนวลยังคงเกิดขึ้น

ดูกำหนดการงานเสวนาได้ ที่นี่



One Response to “แนวคิดการจัดงาน “สิทธิมนุษยชนในอาเซียน: กรณีศึกษา การสูญหายของ สมบัด สมพอน และ สมชาย นีละไพจิตร””

  1. [...] อ่านที่มาและแนวคิดของงานฉบับเต็มได้ที่นี่ <คลิก> [...]

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.